.
.
ผมมักจะพูดเสมอๆ ว่าความรักกับเศรษฐศาสตร์หนีกันไม่เคยพ้น แม้จะไม่มีคำว่ารักอยู่เลยแต่ในหลายทฤษฎีหลายแนวคิดของวิชานี้สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ความรักในสถานการณ์ต่างๆ ได้ หรือหากจะไม่ถึงกับนำมาใช้หาทางออกแก้ไขปัญหาหัวใจได้เป็นจริงเป็นจัง แต่หากเราฟังเนื้อเรื่องของทั้งสองศาสตร์ดู(หากเราจะนับความรักเป็นศาสตร์หนึ่ง) เราก็จะรู้สึกว่ามันช่างเป็นสองโทนเสียงที่เข้ากันได้ดีราวกับบทเพลงประสานเสียงเพราะๆ เลยทีเดียว
[พื้นที่โฆษณา] ไม่เชื่อลองอ่าน เกมกิ๊กกันจัง หรือ มหัศจรรย์กว่าพีระมิด หรือ รักเราไม่เก่าเลย ดู
สำหรับเดือนแห่งความรักนี้ อาจจะเป็นการพอเหมาะพอดีที่จะหยิบยกบางแง่มุมของเศรษฐศาสตร์กับความรักมาปัดฝุ่นความทรงจำกันใหม่อีกสักครั้ง
ที่อ้างว่าเป็นความทรงจำก็เพราะผมเคยแลกเปลี่ยนบทสนทนาเรื่องนี้กับเพื่อนฝูงสมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์ บทพูดเลือนลางมากจนจำไม่ได้แล้ว แต่ยังพอจำแนวทางความคิดได้และพอจะสามารถแต่งขึ้นมาใหม่ เพื่อประโยชน์ในการบันทึกไว้ขำๆ ดังนี้
.
.
- วัฏจักรแห่งเศรษฐกิจ เอ๊ย… ความรัก -
.
(ขั้นที่ 1) การตกหลุมรักคือความ(นีโอ)คลาสสิค
เรื่องรักทั่วโลกมักจะเริ่มต้นบทที่หนึ่งด้วยการตกหลุมรัก ไม่ว่าจะเป็นรักแรกพบ รักต้องห้าม รักต่างวัย รักค่อยๆเป็นค่อยๆไป รักระหว่างรบ ไปจนถึงรักร่วมเพศ ล้วนแล้วแต่มี “การตกหลุมรัก” เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ
การตกหลุมรักจึงเป็นเรื่องสุด”คลาสสิค”ที่ “นีโอคลาสสิค” มาก!
เวลาเราตกหลุมรักใคร โลกของเราจะกลายเป็น “ตลาด” ทันที นั่นคือมีการทำธุรกรรมความรักเกิดขึ้นสองฝั่ง(ยังไม่เกี่ยวกับว่าจะจีบติดหรือไม่) ซึ่งตรงนี้ อัลเฟรด มาร์แชลล์ เจ้าสำนักเศรษฐศาสต์นีโอคลาสสิคคนแรกมีความเชื่ออย่างแรงกล้าเช่นเดียวกับแนวคิดดั้งเดิมของสำนักคลาสสิคในอดีตว่า หากปล่อยให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตมีอิสระเต็มที่ ผู้บริโภคก็จะเลือกบริโภคเพื่อให้ตนเองมีความสุขที่สุด ในขณะที่ผู้ผลิตก็จะมุ่งหวังกำไรสูงสุด เมื่อทุกคนในระบบเศรษฐกิจทำเช่นนี้เราก็จะได้ผลประโยชน์โดยรวมสูงสุดไปด้วย แปลง่ายๆ ว่า ”คนที่มีเหตุผลทุกคนจะทำให้ตนเองได้รับความพอใจสูงสุด” นั่นเอง
นักรักหลายคนเชื่อมั่นในอัลเฟรด มาร์แชลล์ คือเชื่อว่าในที่สุดทุกคนก็จะหาคู่ที่พอเหมาะกับความพึงพอใจของตนได้ และจะพอดิบพอดีไปตามคุณสมบัติ(ราคา)ของทุกคน เมื่อให้เวลานานพอ ตลาดความรักก็จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
อะไรที่เรียกว่า ทำตามความพอใจสูงสุดของตน
ลองสังเกตดู ในห้วงเวลาแห่งการตกหลุมรัก เราจะไม่เคยสนใจใครนอกจาก”โปร”ของเรา ชายหนุ่มทั้งวันจะไปดักรอหญิงสาวหน้าหอเพียงเพื่อให้ได้เห็นหน้า บางคนยกเลิกเตะบอลเพียงเพื่อจะได้ไปนั่งเรียนวิชาที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้ เพื่อนผมคนหนึ่งทุ่มเทพลังการผลิตที่มีทั้งหมด(เงิน เวลา แรงงาน)ไปในการเอาใจสาว เพราะการได้รับคำขอบคุณเป็นข้อความสั้นๆ ทางเพจโฟน(152 น่ะ รู้จักมั๊ย) มันหมายถึงผลกำไร “หน่วยสุดท้าย” ที่ยังคงเป็นบวกอยู่ และเป็นบวกมากกว่ากิจกรรมอื่นๆ ในระแวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นเตะบอล วินนิ่ง หรือนั่งกินเหล้ากับเพื่อน
เพื่อนอีกคนยังไม่ทันได้ลงมือจีบ แค่ตกหลุมรักสาวแล้วก็ไปคอยเฝ้าชะเง้อมอง ครั้งแรกๆ ก็ดูมุมานะดี หลังๆ ก็คอตกเดินกลับมาเข้าวงเหล้า ถามได้ความว่า “ความพอใจหน่วยสุดท้ายของการได้แค่มองถูกบั่นทอนลงจนน้อยกว่าความพอใจหน่วยสุดท้ายของการกินเหล้าแล้วว่ะ”
.
(ขั้นที่ 2) จีบสาวแบบเคนส์ๆ
จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นอกจากจะเป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคแล้ว เขายังถือเป็นบิดาแห่ง “การจีบหญิงในวัยเรียน” อีกด้วย เพราะแนวคิดของเคนส์ที่ว่า หากปล่อยเสรีในบางเรื่องตลาดจะไม่มีประสิทธิภาพพอ รัฐควรเข้าไปแทรกแซงตลาดบ้างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ในช่วงนั้นที่ผมอยู่มหาวิทยาลัย คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นโยบายการแบ่งกลุ่มเป็นโต๊ะๆ โปรแกรมกระตุ้นความสัมพันธ์ด้วยการซ้อมเชียร์ หรือกิจกรรมไปออกค่ายต่างๆ ล้วนเป็นนโยบายแทรกแซงตลาดความรักที่ดียิ่ง ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งหลายสามารถหาโอกาสและข้ออ้างให้เข้าใกล้กันได้อย่างง่ายดายและมีเหตุผลขึ้น
มีเพื่อนผมคนหนึ่งกำลังอยู่ในภาวะการเงินฝืดเคืองเลยจำต้องพึ่งพา “เงินอุดหนุน” จากธนาคารกลางป๊าม้า นับว่าช่วยกระตุ้นการลงทุนในตลาดความรักได้เป็นอย่างดี
นโยบาย “no car no love” ที่เหล่านักศึกษาที่ไปใช้อ้างขอรถพ่อแม่ ก็อยู่บนพื้นฐานของเคนเซียนเช่นกัน
[พื้นที่เซ็นเซอร์] มีบางครั้งเช่นกันที่มือที่ยื่นเข้ามาในตลาดก็ไม่ใช่มือที่เป็นมิตรเสมอไป การห้ามไม่ให้นักศึกษาทำอนาจาร หรือไม่ให้สาวๆ นุ่งกระโปรงสั้นหรือเสื้อรัดรูป ก็ถือว่าเป็นการแทรกแซงตลาดที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องมานั่งบ่นเสียดายกันไป
.
(ขั้นที่ 3) “เกม”บริหารเสน่ห์
ใครที่เคยดูหนังเรื่อง A Beautiful Mind คงรู้จักและจำ จอห์น แนช ได้เป็นอย่างดี แม้เขาจะไม่ใช่ผู้ที่คิดค้นทฤษฎีเกมขึ้นมา แต่หนังเรื่องนี้ทำให้คนนอกวงการเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ได้รู้จักคุ้นเคยทฤษฎีนี้ในวงที่กว้างขึ้น
ทฤษฎีเกมว่าด้วยการเลือกใช้ “กลยุทธ” ของผู้เล่น “สอง” ฝ่าย เห็นหรือยังแค่ขึ้นต้นก็เห็นหมดไส้หมดพุงแล้วว่ามันมาเกี่ยวกับความรักได้อย่างไร
ในระหว่างการจีบ กลยุทธต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การแหย่ การแสร้งทำเป็นไม่ถูกกัน การเข้าทางเพื่อน การทุ่มเทบ้าพลัง ไปจนถึงการไปลงเรียนด้วยกัน การส่งข้อความเช้าเย็น การไปเฝ้าที่หอ การทำแมน หรือการหม้อเพียวๆ ล้วนต้องผ่านการวิเคราะห์อย่างดี มีการคำนวนผลได้ผลเสียก่อนจะเลือกกลยุทธ บางครั้งเพื่อนช่วยคิด บางครั้งก็คิดเอง ซึ่งปัจจัยที่จะเอามาใช้ในการพิจารณาเลือกกลยุทธก็คือ ท่าทีของอีกฝ่าย ซึ่งสาบานได้ว่าตอนนั้นละอ่อนอย่างพวกผมไม่มีใครรู้ว่าท่าทีเหล่านั้นล้วนเป็นกลยุทธของอีกฝ่ายเช่นกัน!!
กลยุทธที่ว่า ได้แก่ ต้องกลับบ้านเอง ลืมเอาร่มมา แบ่งขนม ไม่เข้าใจบทเรียน ขอให้ช่วยเรื่องต่างๆ ตอบข้อความเพจ ชอบดูฟุตบอล กรี๊ดรุ่นพี่ ทำเป็นสนใจเพื่อนเรามากกว่า (นึกไม่ค่อยออกแล้ว ไม่ทันสาวๆ จริงๆ) เหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธที่สามารถใส่คำว่า “แกล้ง” เป็น prefix ได้หมด เพราะมันเป็นเพียงมาตรการในการบริหารเสน่ห์ของสาวๆ ทั้งสิ้น
ซึ่งมีประสิทธิภาพมากเสียด้วย!
.
(ขั้นที่ 4) แฟนกูเป็นมาร์กซิสม์
“เหี้ยแม่งเอาเวลากูไปหมดแล้วยังโทรศัพท์ตามควบคุมทุกฝีก้าว” นี่คือคำบ่นของเพื่อนเราคนหนึ่งที่หมดสิ้นอิสระไปตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีแฟน ความจริงเขาไม่ใช่คนแรก แต่ทุกคนก่อนหน้าต่างก็เจอเหมือนกันหมด ทีละคน ทีละคน ไม่ว่าใครที่มีแฟนก็จะเริ่มได้ลิ้มรสปรากฏการณ์เดียวกันนี้
การจะออกนอกบ้านยามวิกาล การเดินทางไปต่างถิ่น การเข้ากลุ่มสังสรรเกินห้าคน ล้วนแต่ต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจาก “ชนชั้นที่สูงกว่า” ก่อนเสมอ
เรียกว่าไม่ว่าชายหรือหญิง(ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายหญิงอยู่แล้ว) ต้องมีใครสักคนที่ควบคุมอีกฝ่าย เป็น”ศูนย์กลางอำนาจ” ที่รวบทุกอย่างจากอีกฝ่ายไปหมดแล้วพิจารณาแบ่งสันปันส่วนให้หลังจากพิจารณาเห็นแล้วว่า “มันดีกับเธอว์”
ครั้งหนึ่ง มีเพื่อนผมสองคนซึ่งเป็นแฟนกัน บังเอิญผมนั่งอยู่ด้วยตอนที่พวกเขากำลังลงทะเบียนเลือกวิชาเรียนกัน
สาว “เธอ… ลงวิชาอะไรบ้างเทอมนี้”
หนุ่ม “ยังไม่รู้เลย แต่ไม่เอาเช้าๆ หรอก ตื่นไม่ไหว กะว่าจะลงหมวด 4 (การคลัง) เรียนตอนเย็นดี”
สาว “นี่… หอเธอแค่ข้ามฝากมาก็ถึงแล้ว บ่นจริง ชั้นว่าจะลงหมวด 3(การเงิน) ดีมั๊ย”
หนุ่ม “ถ้าชอบก็เอาดิ การเงินกับเราแม่งไม่เข้ากันว่ะ”
สาว “อ้าว… แล้วเค้าจะเรียนกับใครล่ะ?” พอได้ยินประโยคประกาศิตนี้ ผมก็เริ่มรู้สึกถึงความเป็นส่วนเกินทันที
หนุ่ม “เฮ้ย มึงจะไปแล้วเหรอ?” ประโยคนี้พูดกับผมที่กำลังลุกออกจากโต๊ะเพื่อไปเตะบอล
ผม “เออ มึงเสร็จแล้วก็ตามมานะโว้ย”
ตอนจบคงไม่ต้องเดากันให้เมื่อย สุดท้ายเพื่อนผมคนนี้ต้องลงทะเบียนหมวดการเงินซึ่งเริ่มเรียน 8 โมงเช้าไปตามระเบียบ แถมวันนั้นก็ไม่ได้ตามมาเตะบอลด้วยแต่อย่างใด
.
.
(ขั้นสรุป) ในวัฏจักรของความรักหนึ่งๆ หลังจากเดินทางมาจนถึงการได้คบหาเป็นแฟนแล้วก็จะสามารถเดินทางต่อไปได้ในหลากหลายมิติ สมัยเรียนอยู่เราเหมือนระบบเศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทมาก ทุกคนยังต้องทำตามกรอบครอบครัว กฏมหาวิทยาลัย และไม่มีโอกาสพบเจอผู้คนหลากหลายมากพอ เพื่อนผมหลายคนที่คบกับแฟนตั้งแต่สมัยเรียนก็ต่างเลิกรากันไปก็เยอะ ส่วนใหญจะแยกย้ายไปมีชีวิตแล้วจึงได้พบคนที่ “ใช่” จากตลาดความรักเสรีที่ใหญ่และเติบโตมากกว่า
เมื่อพูดเรื่องตลาดเสรีก็ต้องพูดถึงบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ ซึ่งเขานั่นเองที่เป็นผู้แนะนำ “มือที่มองไม่เห็น” ให้โลกได้รู้จัก หลักการนี้อธิบายได้แบบกว้างๆ และประยุกต์มาแล้วว่า “ทุกระบบจะมีกลไกอะไรบางอย่างที่ปรับระบบให้เข้าสู่ภาวะสมดุล” หากเป็นระบบเศรษฐกิจก็มักจะหมายถึงกลไกราคา หากเป็นระบบสังคมก็มักจะหมายถึงกฏหมายและวัฒนธรรม หากเป็นระบบการเมืองก็น่าจะหมายถึง…..(อืมมม… ใครรู้ช่วยบอกด้วยแล้วกัน)
และหากมาพูดกันในเรื่องความรัก ความรักที่ทุกคนปรารถนาไม่น่าจะใช่ความรักที่หวือหวาเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ความรักที่ร้อนแรงฉาบฉวย ไม่ใช่ความรักที่เรียบเรื่อยเฉื่อยชา และคงไม่ใช่ความรักที่โอนเอนไปในทิศใดทิศหนึ่ง หรือเป็นรักที่มีฝ่ายที่ให้หรือรับเพียงฝ่ายเดียวเช่นกัน เพราะความรักเหล่านี้คงไม่ยืนนานแน่
ถ้าหากว่า “รักแท้” เป็นสิ่งที่ยากจะบอกได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ในความเห็นของผม “ความรักที่สมดุล” ต่างหากที่น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและสามารถสร้างขึ้นมากับมือได้จริง
ส่วนจะสร้างความสมดุลขึ้นมาอย่างไรนั้น… ก็คงต้องลองใช้ “มือที่มองไม่เห็น” ของพี่ อดัม สมิธ กันดู
.
.