ปฏิบัติการโดฮา (3/3)

06 May 2012

.

.

(6) พี่ไทย

ปลายสุดทางเดินไม่มีประตูอื่นอีกนอกจากประตูนี้ รัฐมนตรีสมิตซ์มองหมายเลขห้องซึ่งตรงกับข้อมูลที่เขาได้รับ ลองหมุนลูกบิดดูแต่ไม่สำเร็จ ตัวเลข 0-9 บนกล่องเล็กๆ สีขาวซึ่งติดอยู่ข้างประตูในระดับสายตาทำให้เข้าใจได้ว่าห้องนี้ถูกล็อคไว้ด้วยรหัส นอกเสียจากเขาจะมีกุญแจมาสเตอร์ วูบหนึ่งของความคิดเขานึกถึงช่างปากีสถานสองคนที่เดินสวนออกไปจากบริเวณนี้

รหัส?

สัญชาตญาณบอกให้เขาหยิบกระดาษพับใบนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอก ถึงตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเขาได้รับมันมาจากพนักงานเสิร์ฟพม่าคนนั้น หรือจากผู้ประสานงานของเขาซึ่งบัดนี้หายตัวไปแล้วกันแน่ เขากดเลขหกตัวตามที่เขียนอยู่ในกระดาษ

ประตูห้องแง้มเปิดออก

.

.

PS51 ฟังเพลงเพลงเดิมเป็นรอบที่สิบห้าเห็นจะได้ ‘สาวใช้พม่า’ คงได้รับมอบหมายให้ดูแลห้องนี้ห้องเดียวโดยเฉพาะ แน่นอนล่ะ ผู้นำคนนี้จัดเป็นคนสำคัญระดับ VVIP (Very Very Important Person!) ทางเจ้าภาพคงต้องดูแลดีเป็นพิเศษ อย่างน้อยก็ด้วยห้องทำงานที่ใหญ่กว่าคนอื่น มีห้องน้ำส่วนตัว อาหารการกินพร้อมพนักงานเสิร์ฟประจำห้อง ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีแขกมาเยือนมากมาย ทุกคนคงพยายามจะใช้เวลาวันเดียวนี้เข้าหาเจ้าตัวทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเพื่อเจรจา เพื่อพูดคุยระดับสูง เพื่อสัมภาษณ์ เพื่อถามหาข้อมูล หรือเพื่อส่งข่าวสาร

ตัวเขาอยู่ที่นี่เพื่อเหตุผลหลังสุด

จานผลไม้สดหั่นอย่างดีใบสุดท้ายกำลังถูกวางลงในที่ของมัน เป็นชั่วขณะเดียวกับที่ประตูห้องแง้มเปิดออก

.

.

ประตูห้องแง้มเปิดออก เชื่อมตัวละครสองฝากผนังให้เข้ามาอยู่ในฉากเดียวกัน

“ท่าน…” หญิงสาวตกใจกล่าวระล่ำระลัก “ดิฉันจัดถาดอาหารเสร็จพอดีค่ะ ตรงนี้มีแซนวิชผัก กับครัวซองต์ ถัดไปเป็น…”

‘เจ้าของห้อง’ ไม่ได้ตั้งใจฟัง เขามองหน้าพนักงานสาวอย่างค้นหา สงสัยว่าหากหล่อนเป็นคนพม่า จะใช่คนเดียวกันกับพนักงานที่เสิร์ฟน้ำผลไม้ในห้องประชุมหรือไม่

แต่นั่นมันสำคัญด้วยหรือ?

ผู้ชาย ‘คนเดียว’ ในห้องถอดเสื้อนอกพาดไว้บนเก้าอี้ หยิบกองแผ่นพับปึกหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมาพิจารณาดู ทั้งหมดล้วนเป็นคู่มือการใช้ห้องทำงานห้องนี้

ขนาดห้องทำงานยังต้องมีคู่มือการใช้?

เขาพึมพำคนเดียว “คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ท เครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์… โฮมเธียร์เตอร์เลยหรือ…”

หญิงสาวออกจากห้องไปแล้ว พร้อมกับคำสั่ง “ถ้าไม่เรียก ไม่ต้องเข้ามา”

รัฐมนตรียืนอยู่หน้าตู้ใบหนึ่ง พิจารณาเครื่องควบคุมไฟฟ้าต่างๆ ที่บรรจุซ้อนกันอยู่เต็มตู้นั้น สายไฟหลากสีเชื่อมโยงกันยากแก่การทำความเข้าใจ เขาสังเกตเห็นตัวเลขกระพริบสีเขียวบนหน้าปัดของเครื่องเครื่องหนึ่ง ต่อให้เด็กห้าขวบมาดูก็รู้ว่ามันคือตัวเลขบอกเวลา ชายชราขยับข้อมือเพื่อดูเวลาอีกครั้ง พลางนึกในใจว่าได้เวลา ‘นัดหมาย’ พอดี

จากข้อมูลที่แผ่นพับคู่มือบอก เขาเพียงแต่ต้องกดปุ่มสีแดงเท่านั้น

PS51 เห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น ตลอดเวลาหลายวันที่รออยู่ในมุมมืดหลังกำแพง เขาเพียงแต่รอจังหวะนี้ที่งานของเขาจะเริ่มขึ้นเสียที แต่เขาจะแสดงตัวออกไปไม่ได้หากรัฐมนตรีไม่กดปุ่มนั้นเสียก่อน

ณ เสี้ยววินาทีนั้น PS51 นึกถึงผู้อำนวยการปาร์ค หัวหน้าคิม และคนอื่นๆ ในทีมที่จงใจเลือกเขามาเพื่อปฏิบัติการครั้งนี้ เขายังนึกถึงโอมาร์ มุกตาร์ วีรบุรุษชุดขาว หากเปรียบเทียบกับบุคคลระดับนี้ ผู้ที่ทำงานในที่ลับเช่นเขาคงจัดเป็นเพียง ‘ฟันเฟืองสีดำ’ ชิ้นหนึ่ง ที่ไม่มีความสลักสำคัญใดๆ ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

ณ เสี้ยววินาทีนั้น ปุ่มสีแดงเรืองแสงขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ผนังด้านนั้นค่อยๆ เลื่อนเปิดออกส่งเสียงดังครืด รัฐมนตรีสมิตซ์หันขวับไปทางต้นเสียง หัวใจเต้นแรง สายตาเบิกโพลง

PS51 เผยตัวออกจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่เร็วพอที่จะหลบการเล็งของวัตถุสีดำมะเมื่อมในมือของรัฐมนตรี

ทั้งห้องเงียบไปชั่วอึดใจ

.

.

.

ผ่านไปชั่วอึดใจ ชายชราเอ่ยขึ้นมาก่อนในที่สุด

“น่าตกใจจริงๆ ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยว่ามีทีวีซ่อนอยู่ตรงนี้”

“นี่ CNN ช่อง 1 ต่อไปช่อง 2 เป็น Al Jazeera…”

“อืมมม… ไหนช่องฟุตบอลล่ะ นี่มันเลยเวลาคิกออฟไปแล้วนี่ อย่าบอกนะว่ามีแต่ช่อง ‘ข่าว’ เท่านั้น”

“รีโมทนี่ใช้ยากจริงๆ…”

“ซัมซุงเหรอ… อืมมม”

.

.

ปฏิบัติการโดฮา (2/3)

04 May 2012

.

.

(4) ผู้ดีอังกฤษ

“ท่านเดินทางมากาตาร์ครั้งแรกเหรอครับ” คนขับรถชาวอินเดียทักทายชายใส่สูทซึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง

คนถูกถามกำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง ตึกสูงตระหง่านผุดขึ้นเบียดเสียดแข่งกัน ถนนฝั่งตรงข้ามเผชิญการจราจรติดขัดหน้าศูนย์การค้า กำแพงคฤหาสน์ทอดตัวยาวเกือบกิโลเมตร ภาพความเจริญของเมืองหลวงแตกต่างจากครั้งแรกที่เขามาเยือนผิดหูผิดตาจนจำไม่ได้ เขาผละสายตาหันกลับไปมองเพื่อนร่วมทางที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนหากจะมีก็คงมีเพียงประวัติศาสตร์คร้ังเก่าของทั้งสองประเทศเท่านั้นที่เชื่อมโยงกันอยู่

ฝ่ายหนึ่งล่าอาณานิคมรุกรานอีกฝ่ายหนึ่ง

ฝ่ายเคยถูกล่ากำลังจะรุกอีกครั้งด้วยคำถามใหม่ แต่ชายชาวอังกฤษชิงตอบคำถามก่อน “ใช่ นี่เป็นครั้งแรก”

ความจริงมันไม่ใช่การตอบคำถาม แต่เป็นการตัดบทสนทนาเสียมากกว่า หลังจากเดินทางโดยเครื่องบินมากว่าเจ็ดชั่วโมง เขาอยากจะแค่หลับตาลงแล้วพักผ่อนสักเล็กน้อยก่อนที่จะเดินทางถึงศูนย์ประชุมที่ซึ่งเขาจะต้องเริ่มทำงานเลย

รถ BMW สีเงิน เลขทะเบียนภาษาอาหรับจอดเทียบที่หน้าประตูทางเข้า VIP ก่อนพิธีเปิดการประชุมเริ่มสิบนาที ออกจะแปลกตาสำหรับผู้คนที่คร่ำหวอดในวงการการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่รถของบุคคลระดับนี้วิ่งไปมาในเมืองโดยไม่มีรถตำรวจนำ ประเทศเจ้าภาพได้อธิบายไว้ก่อนแล้วว่า ถึงแม้กาตาร์จะเป็นประเทศที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ แต่ก็ไม่เคยมีอาชญากรรมเกิดขึ้น ตำรวจเป็นอาชีพที่ค่อนข้างว่างงานอย่างยิ่ง

บุรุษที่ก้าวลงจากรถมีลักษณะภูมิฐาน แววตาเรียบเฉยเช่นเดียวกับสูทสีเทาราคาแพง เส้นผมบางกลับทำให้ดูมีบารมี ชายหนุ่มสองสามคนที่รออยู่แล้วรีบกรูเข้ามาหา แว้บหนึ่งชายวัยเกษียณนึกอิจฉาตำรวจกาตาร์

“ท่านรัฐมนตรีครับ เชิญทางนี้เลยครับ ทุกคนอยู่ในห้องประชุมใหญ่แล้ว” ผู้ประสานงานประจำตัวรีบรายงานระล่ำระลักพร้อมยื่นเอกสารแฟ้มหนึ่งให้ รัฐมนตรีรับไปพิจารณาสักครู่ก่อนส่งคืน เป็นสัญญาณว่าไม่จำเป็นต้องใช้

“เราไม่มีเวลาที่จะไปที่ห้องทำงานก่อนใช่มั้ย”

“ไม่ทันแน่ครับ ศูนย์ประชุมค่อนข้างใหญ่ หากไปที่นั่นก่อนเกรงว่าจะกลับมาที่ห้องประชุมใหญ่ไม่ทันพิธี”

รัฐมนตรีนึกถึงภาพพิธีเปิดการประชุมที่ผู้นำแต่ละคนที่มาร่วมงานจะต้องขึ้นเวทีไปกล่าวสุนทรพจน์ ตามด้วยการแสดงแสงสีเสียงของเจ้าภาพ และปิดท้ายด้วยการรายงานเปิดการประชุมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเขาไม่เคยถูกชะตาด้วยเลยสักคน ทั้งหมดนี้กินเวลาไม่ต่ำว่าสามชั่วโมงแน่ เขาขยับข้อมือดูนาฬิกาเพื่อคำนวนเวลาในใจ

อีกสองชั่วโมงจะถึงเวลา ‘นัดหมาย’ ที่สำคัญ หากหาจังหวะดีๆ เขาอาจจะปลีกตัวออกจากห้องประชุมได้ก่อนที่งานจะเลิก

เมื่อก้าวเข้าห้องประชุมใหญ่ สิ่งที่ทำให้สะดุดตามากที่สุดคือขนาดของมันที่น่าจะจุคนได้มากกว่าโรงหนังโอเดียนเสียอีก สายตาของรัฐมนตรีกวาดไปทั่วห้อง โคมไฟรูปดอกไม้บานขนาดยักษ์หลายสิบดอกห้อยลงมาจากเพดาน ไฟประดับสีชมพูอ่อนและกลิ่นใหม่ของเครื่องปรับอากาศ เขาเดินผ่านผู้คนที่นั่งบ้างยืนจับกลุ่มรอเวลาบ้าง มาจนถึงแถวหน้าสุดติดกับเวที หยุดตรงเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ว่างอยู่ เก้าอี้? จากลักษณะหน้าตาของมัน เรียกว่าโซฟาน่าจะถูกต้องมากกว่า

เขาวางมือลงบนพนักพิง มันเป็นโซฟาบุหนังที่มีที่วางแขน ที่สุดปลายที่วางแขนข้างขวามีโต๊ะเล็กๆ ตั้งอยู่ บนโต๊ะมีแจกันดอกไม้วางประดับไว้แล้ว ส่วนปลายสุดของโต๊ะมีป้ายชื่อแกะสลักทองเหลืองวางเอาไว้ มันเป็นชื่อของเขาเอง

พนักงานเสิร์ฟสาวคนหนึ่งบรรจงวางแก้วน้ำผลไม้สดลงบนโต๊ะเมื่อเขานั่งลง

“ท่านรับเครื่องดื่มอย่างอื่นเพิ่มหรือไม่คะ”

รัฐมนตรีส่ายหัวเบาๆ เป็นการตอบปฏิเสธ หล่อนเดินจากไป เขาหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่ม เมื่อนั้นจึงสังเกตเห็นกระดาษโน้ตเล็กๆ ที่เหน็บอยู่ใต้แจกัน เขาหยิบขึ้นอ่านข้อความ

ชายผู้กุมนโยบายการต่างประเทศเงยหน้าขึ้นพยายามมองหาพนักงานคนนั้น ทุกทิศทางไม่ปรากฏเงาของหล่อนเสียแล้ว เขาไม่ทันได้สังเกตหน้าตาแต่รู้ได้จากสำเนียงภาษาอังกฤษของหล่อน ประสบการณ์การเป็นทูตอยู่เกือบสิบปีที่ประเทศพม่าทำให้เขาคุ้นเคยสำเนียงของคนชาตินี้เป็นอย่างดี

เสียงพิธีกรประกาศขอให้ทุกคนนั่งประจำที่ของตนเองเนื่องจากพิธีกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ก่อนที่ไฟจะค่อยๆ สลัวลงจนมืดสนิท เขามองข้อความในกระดาษอีกครั้ง

มันเป็นตัวเลขชุดหนึ่ง

.

.

(5) มาเฟียญี่ปุ่น

“เราต้องจับตาดูรัฐมนตรีสมิตซ์ให้ดี” ทูตญี่ปุ่นร่างเล็กซึ่งนั่งถัดไปข้างหลังห้าแถวกระซิบบอกผู้ช่วยของเขา “พยายามหาโอกาสประกบเขาให้ได้ เรามีเวลาไม่มาก”

การแสดงบนเวทีดำเนินมาจนถึงช่วงสุดท้าย เป็นการเต้นประกอบเพลงของนักแสดงหนุ่มสาวชาวกาตาร์จำนวนกว่าห้าสิบคน ทุกคนแต่งกายเหมือนกันจนแยกความแตกต่างไม่ออก แต่ทั้งหมดเป็นเพียงหางเครื่องเท่านั้น ตัวแสดงเอกจริงๆ คือเด็กชายหญิงที่เดินออกมาจากหลังเวทีทีละคน เมื่อเดินมาถึงตรงกลางเวที เด็กแต่ละคนจะหมุนตัวหนึ่งรอบเพื่อโชว์ให้เห็นชุดที่ใส่ทั้งด้านหน้าด้านหลัง มันเป็นชุดแต่งกายประจำชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

แฟชั่นโชว์โดยเด็กจำนวนสามสิบคนเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบรรดา ‘ผู้ใหญ่’ ที่นั่งอยู่เต็มห้องประชุมได้เป็นอย่างดี

รัฐมนตรีอังกฤษนั่งชมการแสดงจนแน่ใจว่าบนเวทีไม่มีเด็กที่ใส่ชุดประจำชาติของตนเอง จึงเริ่มขยับลุกออกจากที่นั่ง ขณะที่เดินออกจากแถวเขาจับมือทักทายบางคน ทุกอากัปกิริยาของเขาอยู่ในสายตาของชายใส่สูทสีดำเบื้องหลังโดยตลอด

เมื่อประตูห้องประชุมปิดลงคล้อยหลังรัฐมนตรี ชายหนุ่มมาดซามุไรจึงลุกตามออกไป

ทางเดินภายในศูนย์ประชุมนำพาชายสองสัญชาติเข้าสู่โซนที่เป็นห้องทำงานต่างๆ คนนำหน้ามองไล่หมายเลขเพื่อหาห้องทำงานของตน ผู้คนที่เดินสวนมาเป็นเหล่าพนักงานมากกว่าที่จะเป็นผู้มาร่วมงานประชุม พนักงานต้อนรับสาวหลายคนทักสวัสดีชายหนุ่มที่เดินด้านหลัง ไม่แปลก เพราะสำหรับคนเอเชียด้วยกันเขาจัดว่าเป็นคนหน้าตาดีทีเดียว

รัฐมนตรีชราสังเกตเสียงฝีเท้าที่ตามมา ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือไม่ที่เสียงทัก ‘สวัสดี’ ของเจ้าของฝีเท้าที่อยู่เบื้องหลังแต่ละครั้งดังประชิดเข้ามาเรื่อยๆ ครั้งสุดท้ายชายในเครื่องแบบช่างสองคนลักษณะเหมือนแขกปากีสถานเดินสวนมา คนหนึ่งถือกล่องเครื่องมือ ทั้งสองคนสบตาเขาแบบหลบๆ แต่กล่าวทักทายชายผู้อยู่ข้างหลัง เสียงหนุ่มดังอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม เขาตัดสินใจจะหันหลังกลับไปเผชิญหน้า แต่เสียงของคนข้างหลังก็ดังขึ้นมาก่อน

“ท่านรัฐมนตรีสมิตซ์”

คนถูกทักหยุดเดิน หันหน้ากลับไปช้าๆ “ใช่ ผมเอง”

คนทักไม่รอช้า “ขออภัยที่รบกวนท่านกระทันหันแบบนี้ แต่เห็นว่าไม่มีโอกาสอื่นที่เหมาะสม” ท่าทีคนฟังรอให้พูดต่อ “ผมเป็นผู้นำสาส์นเตือนจากท่านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ฝากผ่านมาทางท่านรัฐมนตรีต่างประเทศเจ้านายของผมอีกต่อหนึ่ง”

“สาส์นเตือน?”

รัฐมนตรีสมิตซ์หันทั้งตัวกลับมาหาคู่สนทนา สายตาทั้งสองคู่ประสานกันเรียบเฉยแต่หยั่งเชิงน้ำหนักความกดดันของอีกฝ่ายอยู่ในที

“หวังว่าท่านจะพิจารณาอย่างถ้วนถี่”

.

.

ปฏิบัติการโดฮา (1/3)

27 April 2012

.

.

(1) สายลับเกาหลี

ศูนย์การประชุมแห่งชาติกาตาร์ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างกว่าห้าสิบไร่ ประกอบด้วยตัวอาคารหลักสี่ชั้นซึ่งจุผู้เข้ามาประชุมได้เป็นหลักหมื่นกับอาคารจอดรถขนาดมหึมา การที่มันกินอาณาเขตอยู่ระหว่างย่านเขตการศึกษากับย่านที่คนท้องถิ่นเรียกว่าโอมาร์ มุกตาร์ ถนนสายหลักซึ่งเป็นที่ตั้งของบรรดาสถานทูตประเทศต่างๆ ทำให้ความสำคัญของมันยกระดับเป็นจุดยุทธศาสตร์ได้ไม่ยาก

โอมาร์ มุกตาร์เป็นวีรบุรุษชุดสีขาวในตำนานของลิเบียซึ่งได้รับการเคารพยกย่องไปทั่วพื้นทวีป ‘ราชสีห์แห่งทะเลทราย’ ต่อสู้ยืนหยัดกับเผด็จการฟาสซิสม์เป็นเวลาเกือบสิบปีในที่แจ้งอย่างไม่กลัวตาย

หากเปรียบเทียบกับบุคคลระดับนี้ ผู้ที่ทำงานในที่ลับเช่นเขาคงจัดเป็นเพียงฟันเฟืองสีดำชิ้นหนึ่งที่ไม่มีความสลักสำคัญใดๆ ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

ประวัติศาสตร์… ความจริงมันก็ขึ้นกับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของใคร เพราะหากเป็นที่ประเทศเกาหลี ปฏิบัติการที่สำเร็จลุล่วงอาจทำให้ชื่อของสายลับคนหนึ่งถูกจารึกไว้จนถึงรุ่นลูกหลานก็เป็นได้ คุ้มที่จะเสี่ยงหรือไม่คุ้ม? จะใส่ใจไปทำไมในเมื่อเขาไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจว่าจะปฏิบัติภารกิจนี้หรือไม่เสียหน่อย

“เราจะใช้ PS51 ในเรื่องข่าวสารเป็นพิเศษ” ใครคนหนึ่งในที่ประชุมพูดขึ้นเป็นคนแรก

“หัวหน้าคิม เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าคราวนี้จะไม่พลาดอีก” เจ้าของเสียงที่ทุ้มต่ำแต่มีอำนาจคือผู้อำนวยการปาร์ค ชื่อเสียงของชายผมสีเทาคนนี้เป็นที่เลื่องลือมากว่าไม่เคยมีผู้อำนวยการคนใดในประวัติศาสตร์องค์กรที่ละเอียดและเข้มงวดไปกว่าเขาได้ “คราวก่อนชิพที่ฝังไว้ก็มีปัญหา พอถึงเวลาต้องใช้งานเข้าจริงๆ ก็ต้องยกเลิกนาทีสุดท้าย” ปาร์คหยุดไปชั่วขณะ ร่องรอยความเสียใจในอดีตยังคงปรากฏชัดอยู่ในสีหน้า “โชคดีที่ความลับไม่ได้รั่วไหลออกไปในวงกว้าง”

ใครคนหนึ่งมองออกว่า ตั้งแต่เกิดความผิดพลาดครั้งนั้นผู้อำนวยการปาร์คก็ทำงานหนักกว่าเดิม เข้มงวดกว่าเดิม และมีอารมณ์ขันน้อยลง “ไม่ต้องห่วงครับ เพราะ PS51 แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ครั้งนี้เราสามารถมั่นใจได้เลย”

PS51 นึกย้อนไปถึงวันแรกที่ได้รับรู้ถึงภารกิจ เสียงของหัวหน้าคิมยังคงก้องอยู่เหมือนเพิ่งผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ “ทางศูนย์ประชุมที่โดฮากำลังจะจัดงานใหญ่มาก ผู้นำหลายชาติจะต้องมาเข้าร่วมแน่” เขาจำได้ว่าไม่ได้พูดอะไรออกไปสักคำ อาจจะเป็นเพราะสถานะของเขาทำให้ไม่สามารถพูดได้ หรืออาจเป็นเพราะรู้ดีว่าไม่ช้าก็เร็วก็จะเข้าใจเอง

“การที่มีผู้นำหลายชาติปะปนกันในที่แห่งเดียว งานของเราก็ง่ายขึ้น เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”

“แต่ต้องระวังให้ดี ผู้นำพวกนี้ไม่ค่อยชอบที่จะเห็นอะไรแปลกปลอมใกล้ๆ และส่วนใหญ่สายตาจะไวซะด้วยสิ”

“ที่ซ่อนจึงต้องมิดชิดอย่างยิ่ง” ใครอีกคนเสริม

กระดาษเนื้อดีแผ่นใหญ่ที่กางบนโต๊ะกลางห้องแสดงแผนผังของหอประชุมแห่งชาติกาตาร์ จากประตูใหญ่จะนำเข้าไปสู่โถงกลาง ที่นั่นมีหุ่นปั้นเป็นตัวแมงมุมทำจากโลหะสีดำสนิทสูง 9 เมตรตั้งตระหง่านอยู่ ขาทั้งแปดของมันดูน่าเชื่อมากว่าจะสามารถทำให้เจ้าของร่างปีนป่ายล่าเหยื่อได้ทุกทิศทางที่มันต้องการ หลุยส์ บูร์กจัวส์ ศิลปินผู้สร้างสรรยังอุตส่าห์บรรจงปั้นไข่ให้มันอุ้มท้องไว้ด้วย ราวกับกลัวว่าขนาดและวัสดุที่ใช้ยังทำให้มันน่าเกรงขามไม่มากพอ

ในหลายวัฒนธรรม แมงมุมจัดเป็นสัตว์ที่อยู่ฝ่ายอธรรม แต่สำหรับชาวกาตาร์แล้ว มันเป็นสัญลักษณ์ของแม่

แม่… บุคคลที่เขาไม่เคยเห็นในชีวิต อย่าว่าแต่เห็นเลย เขายังไม่เข้าใจความรู้สึกของการมีแม่ด้วยซ้ำ ตั้งแต่เกิดขึ้นมาบนโลก ทุกคนใน ‘องค์กร’ ต่างก็เรียกเขาเป็นชื่อรหัส

PS51 ได้ยินการบรรยายเกี่ยวกับแผนผังอย่างชัดเจน “สองฝั่งของห้องโถงใหญ่ที่ทอดยาวไปจนถึงส่วนกลางของอาคาร จะมีห้องประชุมขนาดต่างๆ ตั้งแต่ห้องประชุมขนาดยักษ์ โรงละคร ห้องพิธีการ ห้องจัดเลี้ยง ห้องทำงาน ห้องบรรยาย ห้องทวิภาคี จำนวนเมื่อรวมแล้วก็กว่าร้อยห้อง”

“ข้อได้เปรียบของเราก็คือตรงนี้” ผู้พูดชี้ไปที่มุมหนึ่งของกระดาษ มันแสดงจุดเชื่อมต่อระหว่างส่วนหน้ากับส่วนหลังของอาคาร เป็นทางเดินเล็กๆ ที่ปกติพนักงานทำความสะอาดและช่างที่ได้รับอนุญาตใช้ผ่านเข้าออกโดยไม่ต้องรบกวนบรรดา ‘ผู้นำ’ ทั้งหลาย

.

.

(2) ผู้ก่อการร้ายปากีสถาน

เขาเข้ามาอยู่ภายในศูนย์ประชุมได้สามวันแล้ว ไม่มีใครเห็นตอนที่เข้ามาเพราะเขาใช้เส้นทาง ‘จุดเชื่อมต่อ’ วิธีการทำตัวให้แบนหลบอยู่ในกล่องสินค้าอาจจะฟังดูเป็นกลยุทธล้าสมัยที่สายลับรุ่นคุณปู่ใช้ แต่บางครั้งการนำวิธีโบราณมารีไซเคิลก็อาจจะเกินความคาดหมายของระบบรักษาความปลอดภัยได้

กล่องถูกนำเข้ามาสู่ห้องทำงานของ ‘ผู้นำ’ ในบ่ายวันนั้นเอง

ห้องรูปสี่เหลี่ยมขนาดยี่สิบห้าตารางเมตรมีผนังไฟเบอร์ทั้งสี่ด้าน วอลเปเปอร์หนาสีครีมนอกจากจะทำให้ห้องดูอบอุ่นมากขึ้นแล้ว มันยังเก็บเสียงไม่ให้หลุดรอดออกไปนอกห้องอีกด้วย

สายตาเขาสอดส่องไปทั่วห้องอย่างพิจารณา โต๊ะทำงานทำจากไม้สนพร้อมอุปกรณ์สำนักงานครบครันตั้งอยู่มุมห้องด้านหนึ่ง โซฟารับแขกหนังสีเทาหนึ่งชุดถูกจัดไว้อย่างหรูหราที่ฝั่งตรงข้าม เคาน์เตอร์ด้านหลังโซฟาตัวยาวเป็นที่สำหรับไว้วางถาดอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเจ้าภาพจัดการประชุมจัดไว้ให้อย่างใจกว้าง มีทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ผลไม้ และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างพอดีคำ หากมองผ่านๆ ผู้มาเยือนอาจจะหลงคิดว่าห้องนี้กำลังถูกเตรียมไว้สำหรับจัดงานเลี้ยงอย่างง่ายดาย

PS51 ไม่ใช่ผู้มาเยือนจึงไม่หลงคิดว่าเป็นงานเลี้ยง เขารู้ว่าเขามาที่นี่เพื่อ ‘ให้ข่าว’ ในเมื่อยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เขาต้องตั้งสติและรออย่างอดทน

สติของเขาตื่นขึ้นเต็มที่เมื่อได้ยินเสียงไขกุญแจเบาๆ เพียงชั่วอึดใจประตูห้องถูกแง้มออกปรากฏร่างชายสองคน ดูจากเครื่องแบบพอจะเดาได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายอิเล็คทรอนิคส์ ทั้งสองย่อมไม่สังเกตเห็น ‘สิ่งแปลกปลอม’ ซึ่งบัดนี้ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังผนังด้านหนึ่งที่มองเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะมีพื้นที่ว่างซ่อนอยู่

ชายหนึ่งในนั้นรีบตรงไปที่ตู้มุมในสุดของห้องด้านติดกับประตูทางเข้า เปิดฝาตู้ออกเผยให้เห็นเครื่องไฟฟ้าหน้าตาแปลกๆ หลายเครื่องวางซ้อนกันอยู่ เขาพิจารณาเล็กน้อย หมุนสองสามปุ่ม สายตาเป็นประกาย “ท่านผู้นำยังไม่เข้ามา เร่งมือหน่อย” จากภาษาและสำเนียง PS51 เดาว่าทั้งสองคนมาจากปากีสถาน

ชายอีกคนเปิดกล่องอุปกรณ์ออกเผยให้เห็นความเป็นมืออาชีพบรรจุอยู่ข้างใน เขาเคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับมันเป็นสิ่งที่ทำมาทั้งชีวิต ชิพเล็กๆ ถูกติดตั้งในที่ของมัน สายไฟหลากสีต่อเข้ากับขั้วอย่างรวดเร็วแม่นยำแบบไม่ต้องลองผิดลองถูก เครื่องสี่เหลี่ยมชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายเครื่องเล่นดีวีดีถูกสอดแทรกเข้ากับกลุ่มเครื่องควบคุมไฟฟ้าสองตัว

“เสร็จแล้ว ลองดูซิ” หลังจากทดลองส่งสัญญาณอยู่สองสามครั้ง ที่หน้าปัดเครื่อง ‘ดีวีดี’ ก็ปรากฏตัวเลขชุดสี่ตัวสีเขียวกระพริบขึ้น ต่อให้เด็กห้าขวบมาดูก็รู้ว่ามันคือตัวเลขบอกเวลา ทั้งสองพยักหน้าให้กัน เก็บกวาดอุปกรณ์ลงกล่อง และออกไปจากห้องโดยไม่ลืมที่จะล็อคประตูคืนเหมือนเดิม ปฏิบัติการสิบนาทีเรียบร้อยหมดจดราวกับงานสายลับมืออาชีพ

PS51 ซึ่งเห็นเหตุการณ์โดยตลอดทราบดีว่างานของเขาน่าจะใกล้เข้ามาแล้ว

.

.

(3) สาวใช้พม่า

ข่าวการประชุมระดับรัฐมนตรีของสหประชาชาติที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นถูกเผยแพร่ทางโทรทัศน์และวิทยุทุกวัน กาตาร์ในฐานะประเทศเจ้าภาพพยายามใช้โอกาสนี้ประกาศศักยภาพให้ชาวโลกได้เห็น ในช่วงระยะเวลาเพียงสิบปี เมืองโดฮาเปลี่ยนตัวเองจากเมืองเล็กๆ ริมอ่าว ให้กลายเป็นผู้นำทางความเจริญของภูมิภาค ตึกสำนักงานขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นมาแข่งกัน โรงแรมห้าดาวผุดขึ้นมาเท่าไหร่ก็รองรับแขกไม่พอ ความเติบโตที่รวดเร็วส่งผลให้ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก หากใครมาเยือนโดฮาวันนี้นอกจากจะได้เห็นบรรดาเครื่องจักรก่อสร้างติดตั้งอยู่ทั่วเมืองแล้ว ยังจะได้พบเห็นแรงงานนำเข้าอยู่ในทุกที่ที่ไปเยือน

แรงงานอินเดียเป็นขับรถ คนงานปากีสถานในไซต์ก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาดจากแอฟริกา พ่อครัวจากประเทศไทย ในขณะที่พนักงานขายตามห้างร้านและพนักงานต้อนรับในโรงแรมเกือบทั้งหมดมาจากฟิลิปปินส์ มีส่วนน้อยที่มาจากประเทศอื่น เช่น มาเลเซียหรือพม่า

พนักงานสาวที่เข้ามาในห้องเป็นคนพม่า PS51 รู้สัญชาติจากเพลงที่เธอฮัม เขาเคยฟังเพลงนี้มาก่อน มันพูดถึงความสวยงามของท้องทุ่งและป่าเขา เนื้อหาตอนหนึ่งต่อว่าคนรักที่จากไปใช้แรงงานในต่างประเทศ เขาไม่แน่ใจว่าหมายถึงประเทศกาตาร์หรือเปล่าเพราะในเพลงไม่ได้บอก แต่มันคงเป็นเพลงที่มีความหมายกับเธอมาก เพราะเธอร้องให้ตัวเองฟังทุกครั้งที่เข้ามาในห้อง

เขาไม่รู้จักความรัก แต่ครั้งหนึ่งหัวหน้าคิมเคยเอ่ยกับผู้ช่วยของเขาซึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงรักที่ไม่สมหวังว่า “เอ็งรู้มั้ย มนุษย์เราทุกคนล้วนเป็นคนโง่ เพราะถึงแม้มีความรักมากมายให้ผู้อื่น แต่พวกเขามักจะถ่ายทอดออกมาไม่เป็น หรือถ่ายทอดออกมาผิดๆ”

สาวพม่ากำลังจัดเตรียมอาหารอย่างรู้หน้าที่ เธอจัดจานอย่างสวยงามทุกวัน คอยเติมอาหารที่พร่องจากจานไป ปอกผลไม้และหั่นใส่จานไว้อย่างดี ถึงแม้ผู้นำจะยังมาไม่ถึงแต่ผู้ติดตามหลายคนที่มาก่อนล่วงหน้าต่างก็ใช้ห้องนี้เป็นที่นั่งพักผ่อนและทานอาหารว่าง

ผู้ติดตามบางคนเรียกเธอว่า ‘สาวใช้พม่า’ น้ำเสียงเหมือนจะดูถูกในที แต่เธอก็ยิ้มตอบและก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างไม่มีที่ติ

PS51 ยังคงซ่อนตัวอยู่ที่เดิม จากการสังเกตมาตลอด เขายังไม่เห็นว่าจะมีใครรู้สึกได้ถึงความคงอยู่ของเขา ซึ่งมันทำให้งานของเขาง่ายกว่าที่คิด

.

.

ทุกชีวิตปลอดภัยในยูเอ็น (พิมพ์ครั้งที่ 2)

16 April 2012

(โพสต์ครั้งแรก 7 กค. 2007 พอดีมีเรื่องเพิ่มเติมมาเล่าให้ฟัง เลย update เสียหน่อย)

.

.

สำนักงานสหประชาชาติสาขาเจนีวา ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่ราวกับห้องน้ำบ้านเบ็คแฮมที่แอลเอ ตัวตึกเชื่อมต่อกันเป็นแนวยาวราวกับกำแพงเมืองเชียงใหม่ คนเจนีวาเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าวัง (palais) ซึ่งจริงๆ แล้วแต่ก่อนมันก็เคยเป็นวังของผู้มั่งมีท้องถิ่นผู้หนึ่งนั่นเอง วันเวลาผันผ่านจนมาถึงยุคปัจจุบัน ผู้คนมากมายที่เคยผ่านเลยแวะเวียนเข้ามาและที่ยังวกวนอยู่ต่างพบว่าชีวิตในวังนั้นไม่ง่ายเลย ที่ไม่ง่ายก็เพราะทุกชีวิตอยู่กันอย่างแสนจะสงบสุข(แบบประหลาด) และปลอดภัย(แบบพิศดาร)เหลือเกิน

อ้าว… แล้วความสงบสุขและปลอดภัยมันประหลาดและพิศดารยังไง?

.

.

[เรื่องแรก]

หากคนที่ไม่ได้ทำงานที่นี่แต่อยากจะเข้ามาเยี่ยมชม หรือเยี่ยมใครในวังก็จำเป็นต้องแลกบัตร ซึ่งขั้นตอนและแถวยาวมาก กว่าจะกรอกข้อความ แลกพาสปอร์ต หากมาเยี่ยมชมเป็นนักท่องเที่ยวยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ามาหาใครหรือนัดใครไว้ข้างในก็จะต้องมีการซักถามวุ่นวาย จึงเป็นการยากที่ผู้ก่อการร้ายหรือแม้แต่สัตว์น้อยใหญ่จะแทรกซึมเข้ามา (สัตว์เลี้ยงประจำวังชนิดเดียวคือนกยูงหนึ่งคู่เท่านั้น มันคงอยู่เพราะเป็นสัตว์ที่เจ้าของวังผู้ล่วงลับชอบมาก นกยูงคู่นี้ทั้งวันเดินไปเดินมาหาอะไรกินมิมี เออ… ความจริงยังมีแกะที่ถูกจ้างเข้ามากินหญ้าเมื่อถึงฤดูตัดหญ้าด้วย)

แต่…

ผมเคยพาป๊อปกับอ้อเข้ามาครั้งหนึ่ง เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์เลยไม่มีคิว และยามก็ให้เข้ามาง่ายดาย ไม่รู้ทำไมไม่ต้องแลกบัตร ไม่ต้องซักถาม อีกครั้งผมพามิ้นเข้ามาตอนใกล้เลิกงานแล้ว ยามเพียงมองหน้าพวกเราแล้วทำหน้าเหมือนกับว่า “นี่กรูต้องอยู่รอพวกมรึงกลับมาแลกบัตรคืนงั้นหรือ ไม่เอาดีกว่า” แล้วก็เลยให้มิ้นผ่านเข้าไปได้โดยไม่ต้องแลกบัตรหน้าตาเฉย สงสัยพวกยามจะรู้กันว่าพวกผู้ก่อการร้ายจะหยุดงานวันอาทิตย์และเลิกงานห้าโมง !

สรุปแล้ว หากเป็นคนนอกเข้ามาเที่ยว การเข้ามาในเขตวังง่ายมาก ถ้ามาธุระติดต่อพนักงาน ต้องวุ่นวายตอบคำถามให้ข้อมูลมากมาย แต่ทั้งหมดนี้ หากมานอกเวลาออฟฟิศก็อาจจะเข้าง่ายสุดๆ ถ้าเจรจาดีๆ

.

.

[เรื่องที่สอง]

เรื่องการเข้าวังอีกเรื่องหนึ่งที่หากไม่เจอเองคงไม่เชื่อ สถานที่เกิดเหตุ คือ ประตูด้านข้างซึ่งปกติเป็นทางที่รถเข้า-ออกได้ ถนนที่ใช้เข้าออกประตูที่ว่านี้ทั้งสองข้างมีฟุตบาทกว้างพอที่คนห้าคนจะเดินเรียงหน้ากระดานได้โดยไม่ต้องเบียดกัน เอาเป็นว่าต่อให้คนมาเดินเล่นแถวนั้น หรือทัวร์จีนมาลงถ่ายรูป ก็ไม่กีดขวางทางรถที่แล่นเข้า-ออกแต่อย่างใด แต่เนื่องจากนโยบายความ ‘ปลอดภัย’ หรืออะไรก็มิอาจรู้ได้ ในวันนั้นมีพนักงานคนหนึ่งถูกยามปฏิเสธไม่ให้เดินเข้าทางประตูนี้ทั้งๆ ที่มีบัตรประจำตัวแสดงชัดเจน ยามคงจะบอก “พี่ นี่ทางเข้าสำหรับรถเท่านั้น หากจะเดินเข้าต้องไปอีกประตูหนึ่ง” ซึ่งอีกประตูหนึ่งที่ว่าก็คือประตูใหญ่ซึ่งจะต้องเดินอ้อมรั้ววัง ขึ้นเนินไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นใครเจอแบบนี้ก็คงคิดในใจว่า “เมิงอยากเดินไปก็เดินไปเองสิ”

ดังนั้น…

เฮียคนนี้ก็เลยโบกรถ Alfa Romeo สปอร์ตสีแดงงามๆ เปิดประทุนสุดโก้คันหนึ่งที่กำลังเลี้ยวเข้ามาพอดี หลังจากพูดคุยอธิบายที่มาที่ไปกับคนขับหน้าตาดีแล้วก็ตกลงขึ้นไปนั่งในรถคันนั้น รถเคลื่อนตัวผ่านยามคนเดิมที่คราวนี้เปิดที่กั้นให้เพราะมันเป็น “ทางรถเข้า” พอคล้อยหลังไปปุ๊บเฮียก็ขอลงรถปั๊บ แล้วเดินต่อไปที่หมายของแกได้อย่าง “ปลอดภัย”

.

.

[เรื่องที่สาม]

ทุกวันนี้ ความปลอดภัยเป็นสิ่งไม่แน่นอน แม้แต่สำนักงานต่างๆ ของยูเอ็นเองก็ใช่ว่าจะปราศจากการก่อการร้าย เหตุการณ์ที่น่ากลัวอย่างคาร์บอมบ์หรือระเบิดพลีชีพจึงเป็นสิ่งที่ต้องป้องกันอย่างเด็ดขาด ดังนั้น หน้าอาคารสำนักงานต่างๆ จึงพยายาม “สกรีน” รถที่จะเข้ามาจอดข้างหน้า โดยมีการทำที่กั้นรถและแท่งหินทรงกระบอกที่ผลุบขึ้นๆ ลงๆ จากพื้นด้วยการควบคุมรีโมท เรียกว่าต้องมีการตรวจสอบรถทุกคันที่จะเข้ามาจอดหน้าอาคาร คนขับต้องแสดงตัว แสดงบัตร วุ่นวายนิดหน่อยกว่าจะเข้ามาจอดได้

แต่…

ในความเป็นจริง แต่ไหนแต่ไรมา รถที่จะเข้ามาจอดหน้าอาคารก็มักเป็นรถของหัวหน้าสำนักงาน หรือทูตฯ จากประเทศต่างๆ เพียงแค่นั้น รถพนักงานหรือคนที่มาติดต่อจะไม่เข้ามาจอดหน้าอาคารอยู่แล้ว เนื่องจากมีที่จอดรถใต้อาคารหรือลานจอดรถต่างหาก ซึ่งจอดกันได้ทั่วไปอิสระ (โปรดสังเกตคำว่า”ใต้อาคาร”)  ที่บอกว่าอิสระคืออิสระจริงๆ ทั้งจอดเข้า-วิ่งออก ไม่มีใครตรวจ เรื่องก็เลยกลายเป็นว่า คนที่ถูกยาม “สอบสวน” ก่อนจะเข้ามาจอดก็คือพวก VIP และเจ้านายใหญ่ของสำนักงานนั้นๆ เสียเอง หาใช่คนแปลกหน้าทั่วไปไม่ ส่วนพนักงาน คนที่มาธุระ คนที่มาติดต่อ คนที่มาเยี่ยม คนที่จะมาก่อการร้าย คนที่จะขับรถติดระเบิดมาด้วย หรือแม้คนที่จะเข้ามาปล้น ก็สามารถจอดรถได้ตามจุดอื่นๆ ได้อย่างโล่งสบายไร้การตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ลานจอดหลังอาคารบ้าง ข้างอาคารบ้าง ที่จอดใต้อาคารบ้าง (โปรดสังเกตคำว่า “ใต้อาคาร” อีกครั้ง)

รู้สึกปลอดภัยตะหงิดๆ จริงๆ

.

.

สิ่งที่ได้จาก MI4

13 April 2012

.

.

เมื่อวันก่อนนั่งดูหนังเรื่อง Mission Impossible 4: Ghost Protocol กับมิ้นและซูม

Movie Night ขนาด 3 คน น้อยยิ่งแต่ความจริงก็มีเรื่องชวนให้คิดอยู่บ้าง

การดูหนังร่วมกับคนอื่น ความจริงแล้วมันมีข้อดีหลายอย่าง หากลองไล่ถามคนที่เคยมีประสบการณ์เราอาจจะได้คำตอบว่า มันดีตรงที่ได้คุยกันไปด้วย ดีตรงที่มีคนช่วยอธิบายบางประเด็นทำให้เข้าใจหนังมากขึ้น ดีตรงที่รู้สึกอบอุ่น ดีตรงที่ได้บรรยากาศปาร์ตี้ ดีตรงที่ทำให้มีความกล้า(กรณีดูหนังผี) ดีตรงที่รู้สึกว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่เสียเวลาทำงานอ่านหนังสือไป(ฮา)

แต่ข้อดีอย่างหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้นึกถึงก็คือ การดูหนังด้วยกันนั้นเป็นหลักไมล์ที่กลุ่มเพื่อนสร้างขึ้นมาร่วมกัน

ความจำของมนุษย์ ความจริงไม่ได้อยู่แบบโดดๆ เพราะหากมันอยู่แบบโดดๆ เรามักจะลืมสิ่งนั้นไปอย่างรวดเร็ว คนที่ฝึกความจำให้มีความจำดีๆ น่าจะสังเกตได้ว่าหากเราผูกเรื่องที่ต้องการจดจำเข้ากับสิ่งอื่นๆ เราจะมีความจำเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ได้นานขึ้น แม่นยำขึ้น

ตัวอย่างเช่น เบอร์โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของผม ส่วนหน้าจำไม่ได้แล้ว แต่สี่ตัวหลังคือ 6246 เพราะบังเอิญมันไปพ้องกับหมายเลขประจำตัวนักเรียนของผมเอง(กท 26246) ทั้งๆ ที่ไม่เคยท่องจำเลย ผลก็คือ เบอร์โทรฯ เครื่องอื่นๆ ที่ใช้ต่อมานั้นผมจำไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเลขเดียว ในขณะที่จำเบอร์เครื่องแรกนี้ได้(ถึงแม้แค่สี่ตัวก็ตาม) แถมยังทำให้จำหมายเลขประจำตัวนักเรียนได้ด้วยไปโดยปริยาย

อะไรที่มันผูกกันไว้ เราจะจำมันได้เองโดยไม่ต้องท่อง ยิ่งผูกเป็นเครือข่ายยิ่งจำไม่ลืม

ในสมัยที่ยังอ่านหนังสือสอบ หากชื่อนักเศรษฐศาสตร์คนไหนพ้องกับชื่อนักฟุตบอล ผมจะจำชื่อคนนั้นได้อย่างง่ายดาย

ส่วน “ความทรงจำ” ก็ทำงานเช่นเดียวกัน

ทุกคนย่อมเคยรู้สึกว่า เพลงบางเพลงพอถูกเปิดขึ้น ความนึกคิดเราสามารถย้อนเวลากลับไปยังอดีตได้อย่างครบถ้วน ณ ช่วงเวลาและฉากที่เราผูกเข้ากับเพลงนั้นๆ โดยไม่รู้ตัว เราไม่ได้ตั้งใจจะนึกถึงแต่มันนึกไปเองโดยอัตโนมัติ เกิดอาการ “โนลสตาเจีย” ขึ้นมา

สำหรับผม เพลงอย่าง “ใช่เลย” “เธอสวย” “ที่ว่าง” ทำให้ผมนึกสภาพห้องหอตอนปีหนึ่งได้อย่างครบรายละเอียด ในขณะที่เพลง “ข้อความ” หรือ “อย่าบอกว่ารัก” ย้อนภาพใต้ตึกคณะเศรษฐศาสตร์ชัดราวกับเพิ่งเห็นมาเมื่อวานนี้

หลายความทรงจำวัยเด็กที่ลืมสนิทไปแล้วกลับย้อนจำขึ้นมาได้เพียงแค่ได้ยินเสียงพี่แจ้หรือพี่เบิร์ดเท่านั้น

เช่นเดียวกับหนัง

ลองนึกดู กิจกรรมที่เราทำร่วมกับเพื่อน ความจริงมีไม่กี่อย่าง กินข้าว ไปเที่ยว เตะฟุตบอล และดูหนัง

เวลาเรามองหน้าเพื่อนแต่ละคนแล้วนึกถึงเรื่องราวในอดีต เราจะจำมันได้จากร้านอาหารที่ไปกินกัน ที่ที่ไปเที่ยวบ้าบอกัน การลงทีมแข่งกีฬาด้วยกัน กิจกรรมที่ทำด้วยกัน เพลงที่ฟังหรือเล่นดนตรีด้วยกันช่วงนั้น

รวมไปถึงหนังที่ได้ดูด้วยกัน

เหล่านี้คือ “หลักไมล์” ที่เราปักไว้ในความทรงจำ เป็นสิ่งที่ทำให้เราจำเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ

ความจริงนอกจากเราจะจำเพื่อนฝูงได้จากการอ้างอิงหนังแล้ว เรายังจำตัวเราเองได้ด้วย!

อะไรคือการจำตัวเราเองได้?

หากจะให้เราทบทวนชีวิตตัวเองตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบัน วิธีที่ง่ายที่สุดและดูน่าจะเก็บรายละเอียดได้ครบที่สุดก็คือไล่ตามชั้นเรียน จากอนุบาล มาเรื่อยๆ จนจบมหาวิทยาลัย ความทรงจำจะค่อยๆ เรียงลำดับมาอย่างมีแบบแผน (หลายคนเรียกมันว่า CV หรือ resume!)

แต่การอ้างอิงตามระดับชั้นเรียนมักจะทำให้ความทรงจำเราหมุนอยู่แค่รอบๆ รั้วโรงเรียนเท่านั้น เป็นตัวเราเองที่มี “ตัวตนจับต้องได้” คือ มีห้องเรียน มีอาจารย์ มีเพื่อน มีกิจกรรม มีเสียงหัวเราะในความบ้าบอที่ทำกัน

ลองเปลี่ยนใหม่  หากเราลองไล่ทบทวนชีวิต โดยอ้างอิงจากหนังที่เราดู จากเพลงที่เราฟัง จากหนังสือที่เราอ่านบ้าง ผลจะเป็นอย่างไร?

ลองนึกถึงหนังสักเรื่องสองเรื่องไม่ต้องเรียงลำดับก่อนหลังอะไร ขอแค่เป็นเรื่องที่เราจำได้ จะพบว่าหากใช้เวลาและสมาธิมากพอเราจะสามารถนึกเชื่อมโยงไปถึงตัวเราเอง ณ ช่วงเวลานั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

นอกจากฉากและบรรยากาศโดยรอบ ณ เวลาที่ดูหนังเรื่องนั้นแล้ว ที่น่าตกใจก็คือเราจะนึกออกด้วยว่าขณะนั้นเรามีความคิดอย่างไร มีมุมมองต่อโลกเป็นอย่างไร และมีทัศนคติเป็นอย่างไร กระทั่งรู้ด้วยว่าทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วอย่างไร!

นึกออกกระทั่งความรู้สึกที่กำลังแอบชอบสาวคนไหนอยู่ (ฮา)

สิ่งที่เราจำได้เกี่ยวกับตัวเองแม้รายละเอียดไม่ “เป๊ะ” เท่า CV แต่มันก็มีมิติกว้างกว่า “รอบๆ รั้วโรงเรียน” ไปไกลโข

หากใครไม่ชอบดูหนัง ก็ลองดูกับเพลง หรือหนังสือก็ได้ ผลลัพธ์จะไม่ต่างกัน

ครับ ไม่ว่าจะเป็น เพลง หนัง หนังสือ แล้วยังมี ละคร การแสดง งานแสดงศิลปะ และกิจกรรมทาง “วัฒนธรรม” อื่นๆ ทั้งหลายนั้น สิ่งเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ มันทำให้ความคิดอ่านของผู้ที่ได้สัมผัสมีการผูกเป็นเครือข่ายและฝังอยู่ในตัวตนของคนคนนั้น

บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลเบื้องหลังของการที่พวกฝรั่งนิยมปลูกฝังลูกหลานให้ทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมกันตั้งแต่เด็ก บางทีหลักไมล์ที่หมั่นปักไว้ในความทรงจำแต่เนิ่นๆ มันอาจมีส่วนทำให้ความคิดและวิสัยทัศน์ของคนเหล่านี้มีมิติกว้างไกลกว่าคนไทยเราโดยเฉลี่ยก็เป็นได้

เพราะคนเราไม่จำเป็นต้องโตแล้วโตเลยเป็นเส้นตรง แต่ควรสามารถกลับไปทบทวนตัวเอง ณ จุดใดก็ได้ ตามที่เรา “bookmark” เอาไว้

การ “ระลึกชาติ” แบบนี้อาจฟังเผินๆ แล้วเหมือนไม่มีประโยชน์ แต่มันก็เป็นเรื่องเดียวกับการทำความรู้จักตัวเองให้มากขึ้นนั่นเอง จริงหรือไม่?

ความจริงหนึ่งที่ผมพบไม่นานมานี้ก็คือ การได้พูดคุยกับรุ่นน้องหลายๆ คนที่แม้จะเห็นโลกมาน้อยกว่า ประสบการณ์น้อยกว่า แต่ก็กลับช่วยเปิดมุมมองชีวิตของผมให้กว้างขึ้นได้อย่างน่าประหลาดใจ และการได้คุยกับตัวเองในอดีต (ที่ความคิดและวุฒิภาวะไม่เหมือนตัวเราเองในตอนนี้) ยิ่งน่าสนใจไม่แพ้กันเลยทีเดียว

.

.

อย่างไรก็ดี หนังเรื่อง Mission Impossible 4: Ghost Protocol ถูกใช้กล่าวถึงตั้งแต่แรกเพราะระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้อยู่นั้น ผมเกิดนึกประหลาดใจขึ้นมาว่า ตัวเองไม่เคยชอบ Tom Cruise เลย เพราะรู้สึกว่าเป็นคนที่แสดงหนังกี่เรื่องก็เหมือนมีบุคลิกเดียวกัน แถมในชีวิตจริงก็เป็นคนที่ขี้เก๊กเกินงามด้วย

ที่ว่าประหลาดใจก็เพราะในบรรดาหนังที่ผมชอบมากเป็นอันดับต้นๆ กลับมีหนังที่เขาแสดงนำถึงสองเรื่อง คือ Jerry Maguire และ The Last Samurai

แล้วพอนึกถึงสองเรื่องนี้ขึ้นมาก็เลยทำให้เข้าถึงปรากฏการณ์เกี่ยวกับความทรงจำตามที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้

ส่วนหนัง MI4 เองก็ดูสนุกดี เหมาะกับบรรยากาศรื่นเริงแห่งสงกรานต์สมัยดีครับ

.

.

กรุงเทพฯ ปีนี้

10 April 2012

.

.

ผมไม่ได้กลับเมืองไทยมาเกือบจะสองปีแล้ว ครั้งนี้โชคดีกว่าทุกครั้งตรงที่ได้มาอยู่ถึงสามอาทิตย์ ถึงแม้จะเป็นการกลับมาเพื่อทำงานแต่ก็ยังได้นอนบ้าน ได้เจอพ่อแม่และน้องสาว รวมทั้งได้นัดเจอเพื่อนบ้าง ได้เตะฟุตบอลบ้าง เท่าที่จะพอมีเวลาเหลือในแต่ละวัน

จากเดิมที่กำหนดไว้คือสิบวัน แต่พองานไม่เสร็จเจ้านายเลยขอให้เลื่อนกำหนดกลับเจนีวาไปอีกสิบวัน ทำให้มีเวลาอยู่กรุงเทพฯ นานกว่าปีก่อนๆ (ปีที่ผ่านๆ มาเวลาได้กลับบ้านทีก็จะแค่สัปดาห์เดียว เลยเหมือนมาในสถานะนักท่องเที่ยวมากกว่า) คราวนี้เลยเรียกว่านานพอที่จะได้ซึมซับชีวิตเมืองหลวงแบบที่ห่างหายไปจากไดอารีชีวิตของผมถึงหนึ่งทศวรรษ

กรุงเทพฯ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง!

ตลอดสามสัปดาห์มานี้ เกือบทุกเช้าผมต้องออกไปทำงานเหมือนคนกรุงที่เร่งรีบทั้งหลาย แม้เวลาเข้างานจะสายกว่าคนอื่นไปเยอะ คือสิบโมง แต่เนื่องจากบ้านผมอยู่ถึงชายขอบกรุงเทพฯ จึงต้องกุลีกุจอออกจากบ้านตั้งแต่แปดโมงครึ่ง เรียกว่ายังพอได้สัมผัสรสชาติความตึงเครียดบนท้องถนนที่รถราพากันออกมายึดทั่วทุกพื้นที่กันตั้งแต่เช้ามืดได้บ้าง สงครามกลางเมืองย่อมๆ นี้ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงเช้าบางวันในอดีต สมัยที่แม่ยังขับรถพาผมและน้องๆ ไปส่งถึงหน้าประตูโรงเรียน จำได้ว่าแม่มักจะดูเครียดมากกับการที่พวกเราแต่งตัวช้าไปนิด กินข้าวเช้าเสร็จช้าไปหน่อย ห้านาทีที่ล้อหมุนออกจากบ้านสายกว่าปกติอาจหมายถึงคิวด่านทางด่วนที่ยาวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกิโลเมตรเลยทีเดียว

ความรู้สึก “เครียด” ที่ผมในตอนนั้นไม่เคยเข้าใจ ในวันที่ต้องมานั่งหลังพวงมาลัยเสียเองจึงเห็นอย่างชัดแจ้งว่า การจราจรของกรุงเทพฯ นั้นยังคงความหฤโหดไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเราจะสร้างสะพานข้ามแยก อุโมงค์ลอดถนน หรือขยายทางด่วนออกไปคลอบคลุมแค่ไหน ไม่ว่าระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า รถใต้ดิน ไปจนถึงแอร์พอร์ตลิงค์ จะลดจำนวนคนใช้รถไปเพียงใด กรุงเทพฯ ก็ยังคงไม่เคยสลัดภาพลักษณ์อันนี้ไปได้เลย

รุ่นน้องคนหนึ่งที่ธรรมศาสตร์เคยบอกผมว่า “ปัญหา” ต่างๆ หากมันยืนหยัดอยู่ได้นานๆ เราก็ไม่ควรเรียกมันว่าเป็นปัญหาอีกต่อไป แต่ให้มองว่ามันเป็น “ตัวตน” น่าจะตรงกว่า

นอกจากเรื่องรถติดแล้วยังมีเรื่องหาที่จอดรถอีก มหกรรมนี้ยิ่งใหญ่และมีผู้คนเข้าร่วมมากมายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หากจะดูให้เศร้ามันก็เศร้า แต่หากจะดูให้ตลกมันก็ตลก

ความจริงไม่ใช่แค่ที่กรุงเทพฯ แถวบ้านผมที่เจนีวาเองก็ขึ้นชื่อมากเรื่องความยากในการหาที่จอดรถ บางวันผมวนไปวนมาเกือยชั่วโมงจึงจะสามารถจอดรถได้ ซูมรุ่นน้องคนหนึ่งเคยแนะนำให้ผมลองจับเวลาที่เสียไปกับการหาที่จอดรถดู เมื่อเอามารวมๆ กันเป็นเดือนเป็นปีอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดก็ได้

หากมีเครื่องมือที่สามารถแจกให้กับคนกรุงเทพฯ เอาไปใช้จับเวลาดูว่าพวกเขาเสียเวลาเปล่าๆ ไปบนท้องถนนมากเพียงใด และทำให้พวกเขาตระหนักว่าเวลาที่เสียไปดังกล่าวสามารถเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์อะไรได้บ้าง และมันน่าเสียดายขนาดไหน ตัวเลขความจริงอันน่าตกใจนี้ในที่สุดอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการจราจรของกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืนก็เป็นได้ เพราะมันออกมาจากข้างใน (เพ้อเจ้อขนาดนี้ ใครจะเอาไอเดียเรื่องจับเวลาไปทำ app. เล่นๆ ก็ไม่ว่ากัน :)

.

.

จากเรื่องบนท้องถนนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาสู่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากบ้าง นั่นคือ ราคาอาหารในกรุงเทพฯ!

จำได้ว่าตลอดสิบปีก่อนหน้า การกลับเมืองไทยปีละครั้งไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมากมาย มีครั้งนี้เองที่สโลแกน “เมืองไทยอาหารถูกโคตร” ที่พูดชวนให้เพื่อนต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยฟังเสมอๆ ต้องถูกนำกลับไปทบทวนเสียใหม่ เพราะราคาอาหารเดี๋ยวนี้สูงถึงขนาดที่ว่าเมื่อเอามาเทียบตัวต่อตัวกับของที่สวิตเซอร์แลนด์ก็ยังต้องเอาภาพถ่ายมาตัดสิน

เรียกว่าต้องมีเรื่องให้ตกใจวันละสามครั้งหลังอาหารเลยทีเดียว (เออ… มี “ระหว่าง” อาหารบ้างเหมือนกัน เพราะบางร้านยังกินไม่เสร็จดีก็นำบิลมาให้เสียแล้ว)

สำหรับร้านขึ้นห้างที่ขึ้นชื่อว่าแพงมาตลอด อย่างเกรย์ฮาวด์หรือกัลปพฤกษ์ ผมก็พอเข้าใจว่ากลุ่มลูกค้าเป็นอีกระดับหนึ่ง รวมทั้งร้านทั้งสองก็มีจุดขายเฉพาะและมีชื่อเสียงสั่งสมกันมา หากจะไปนั่งก็คงต้องเตรียมใจเรื่องราคาไว้แล้ว แต่ร้านกลางๆ รองลงมาสำหรับที่ปกตินักศึกษาหรือพนักงานบริษัทกินเงินเดือนทั่วไปจะไปนั่งกินได้ ซึ่งผมไม่อาจบอกชื่อได้หมดเพราะมีมากมายเหลือเกินนั้น ผมกลับพบว่าตัวเองไม่สามารถไปนั่งทานสบายๆ ได้อีกแล้ว ต้องกินไปเครียดไปจนต้องตั้งคำถามว่าจะมากินที่นี่ทำไม (ชวนให้รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองอาจจะเป็นลูกค้ากลุ่มระดับ “ล่าง” กว่านั้น ก็เป็นได้)

ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารตามสั่งตกแต่งพลาสติกราคาถูกไม่มีชื่อเสียงพิเศษอะไร เพียงแค่ตั้งอยู่ในห้าง Terminal21 ที่กำลังเป็นที่นิยม กลับกล้าตั้งราคาคอหมูย่างจานละสองร้อยบาท แกงส้มถ้วยละสามร้อยบาท ที่ตลกต่อเนื่องก็คือ ร้านคนนั่งกันเต็ม!

ผมไม่ขอบอกชื่อร้านเพราะไม่ต้องการบอกว่าเป็นความผิดของเขา แต่ในสังคมห้างฯ มีร้านลักษณะดังกล่าวเต็มไปหมด ต่างพากันผุดขึ้นมา ไม่ได้สร้างจุดเด่น ไม่ได้คิดให้แตกต่าง ไม่ได้ทำอาหารอร่อยจนคนต้องยอมแลก แต่กลับขายกันแพงๆ อาศัยฐานลูกค้าเดียวกับตัวห้างฯ นัยว่าคนเดินห้างฯ อย่างไรเสียก็ต้องกินข้าว ผมเชื่อว่าเมื่อห้างฯ เลิกบูมเมื่อไหร่ ร้านเหล่านี้ก็คงไม่มีคนนั่งอีกต่อไป

หากจะอ้างว่าราคาเช่าที่ที่สูงมากทำให้อาหารแพงตามนั้นก็เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะผมเห็นว่าบางร้านก็สามารถตั้งราคาที่เหมาะสมได้

เมื่อหนีออกมานอกห้างฯ สิ่งที่พบก็กลับดราม่าไม่แพ้กัน เอาเป็นว่าร้านที่จัดว่าเป็นร้านอาหาร “บูติค” นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะแพงอยู่แล้ว แต่บรรดาร้านห้องแถว หรือร้านข้างถนนเองต่างก็เกาะเทรนด์เงินเฟ้อและได้อย่างน่าชื่นชม ความจริงอาจจะเป็นเพราะผมร้างลาวงการอาหารกรุงเทพฯ ไปนานจนไม่รู้แหล่งของอร่อยที่ ”ถูกและดี”(ที่ไม่ใช่ฟู้ดแลนด์) ก็ได้ แต่เท่าที่พอจะได้ไปนั่งกินตามร้านห้องแถวหรือรถเข็นข้างถนนมาบ้าง ก็ยังต้องพบความจริงอันน่าตกใจว่าเงินหนึ่งร้อยบาทแทบไม่สามารถนั่งกินอะไรได้อิ่มอีกต่อไป

.

.

ออกนอกกรุงเทพฯ ไปสักสามสิบกิโลเมตร มาที่เรื่องน่าสนุก(ส่วนตัว)บ้าง

ช่วงที่กลับมาเมืองไทยครั้งนี้ตรงกับเชงเม้งพอดีโดยไม่ได้ตั้งใจ หลังจากนับได้ว่าเป็นเวลากว่าสิบเอ็ดปีแล้วที่ผมไม่ได้มา “ไหว้บรรพบุรุษ” ซึ่งความหมายเดียวกับได้ “พบญาติ” ด้วย ทำให้วันที่เดินทางไปถึงสุสานผมจึงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

ทุกครั้งที่มาเชงเม้งป๋าชอบจะเล่าให้ฟังว่า ตระกูลเรามักจะเป็นผู้นำเทรนด์ของสุสานแห่งนี้เสมอ เริ่มจากเช่าเต็นท์ผ้าใบมากางเป็นเจ้าแรก ทำให้สามารถอยู่ที่สุสานเป็นเพื่อนอากงได้นานขึ้น ไม่ต้องรีบไหว้รีบไป จนเวลาผ่านไปหลายปีเต็นท์ผ้าใบก็ผุดขึ้นทั่วสุสานตามๆ กัน และเพิ่งสามสี่ปีมานี้เองที่บ้านเราได้เริ่มต้นนำ catering เข้ามา เพราะบรรดาเลดี้เริ่มถึงวัยที่ไม่อาจฝืนสังขารตื่นแต่เช้ามืดมาทำอาหารยกหม้อหนักๆ ได้แล้ว

แน่นอนว่าเริ่มมีคนทำตามบ้างและมีสัญญาณว่าจะเป็นที่นิยมไปอีกหลายปี

เชงเม้งในความทรงจำของผมคือ แดดร้อนจนเผา อาหารเย็นชืด เสียงหัวเราะดังของป๋าที่ได้เจอพี่น้อง กลิ่นจากธูป เสียงจุดประทัด คำถามต่างๆ ที่ต้องคอยตอบ ทั้งที่ตลกๆ เช่น “เอ็งลูกใครวะ” และที่ไม่ตลกเช่น “เทอมนี้ได้เกรดเท่าไหร่”

เชงเม้งในวันนี้ สิ่งต่างๆ ยังอยู่ครบถ้วน แม้รูปแบบจะเปลี่ยนไปบ้าง เช่น จากนั่งพื้นมาเป็นนั่งโต๊ะ จากที่มีเด็กมากมายแต่บัดนี้โตขึ้นมากันหมดแล้ว จากที่เคยต้องตอบคำถามต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทมาเป็นคนป้อนคำถามหลานๆ บ้าง (ทีใครทีมัน)

ผมไหว้อากงและอาม่า สารภาพตามตรง ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเพราะตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ก็ไม่ทันที่จะได้พูดคุย ผ่านไปสิบกว่าปี ผมก็ยังได้แต่นั่งมองหน้าท่านเงียบๆ สัมผัสกลิ่นธูปที่ลอยเข้าจมูกช้าๆ นึกอยากให้ท่านเป็นฝ่ายถามมากกว่า บทสนทนาคงง่ายกว่าเยอะ

ได้เห็นลูกหลานทั้งตระกูลมานั่งล้อมวงหัวเราะกัน อากงอาม่าคงสบายดีและเบิกบานใจแน่นอน

.

.

ธนาคารสวิส… “เออเร่อ” เหมือนกัน

09 March 2012

.

.

หากจะถามว่าธนาคารที่ไหนเจ๋งที่สุดในโลก ผมเชื่อว่าร้อยทั้งร้อยคงตอบเหมือนกันว่าธนาคารสวิส

นั่นเป็นมายาคติเกี่ยวกับธนาคารของประเทศนี้ เช่นเดียวกับคำยกย่องว่า “นาฬิกาที่ดีที่สุด” หรือ “ช็อคโกแลตอร่อยที่สุด” นั่นแหละ สุดท้ายก็ต้องถือเป็นความสำเร็จของนโยบายโปรโมทประเทศ กระทั่งอาจต้องยกความดีให้กับความฟลุ๊คทางประวัติศาสตร์บางประการ (เช่น ดำเนินนโยบาย “เป็นกลาง” ระหว่างสงคราม ไม่มีทรัพยากรอะไรก็เลยทำการท่องเที่ยว ไม่มีทรัพยากรอะไรก็เลยเลี้ยงวัวทำชีสและช็อคโกแลต)

แน่นอนว่าการที่สิ่งเหล่านี้ถูกยกย่องได้เป็นเวลานานๆ ย่อมแสดงว่าของเขาคงต้องมีอะไรดีจริง ซึ่งผมก็ไม่ได้ต้องการจะคัดค้านหรือจะมาวิจารณ์แต่อย่างใด เพียงแต่เชื่อว่าทั้งธนาคาร นาฬิกา หรือช็อคโกแลตที่มาจากประเทศอื่นๆ ก็อาจจะไม่ได้แย่กว่าเท่านั้นเอง

กลับมาต่อโดยเฉพาะเรื่องธนาคาร หากเราพูดถึงการเงินการธนาคารระดับที่เรา(ผม)ไม่สามารถแม้แต่จะจินตนาการจำนวนเงินถูก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องกองทุนระหว่างประเทศ การลงทุนทางการเงินในระดับร้อยพันล้าน หรือการฝากเงินระดับราชวงศ์หรือมหาเศรษฐีของโลก ธนาคารสวิสดูเหมือนจะได้รับความไว้วางใจเสมอมา และเท่าที่ทราบ แม้จะมีปัญหากวนใจบ้างตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกที่มีขึ้นมีลง ธนาคารสวิสก็ยังรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างดี

นั่นคือ “ธนาคารสวิส” ในบริบทที่เรารู้จักคุ้นหูกัน

ตอนนี้ขอให้หลับตานึกถึงภาพพีระมิดที่มีส่วนยอดเป็นทองคำแต่ส่วนล่างจากนั้นลงมาเป็นหิน

ครับ… เราเรียกพีระมิดนี้ว่า “พีระมิดทองคำ” ฉันใด ธนาคารสวิสก็ถูกเรียกเหมือนกันฉันนั้น

เพราะหากจะพูดถึงธนาคารสวิสในระดับประชาชน หรือในบริบทที่เป็นธนาคารพาณิชย์ทั่วไป จากประสบการณ์ตรงหลายครั้งทำให้ผมพบว่าธนาคารสวิสมีระบบที่ขาดประสิทธิภาพอย่างหาตัวจับได้ยากแห่งหนึ่งของโลก และมีความบกพร่องชวนหัวที่ไม่น่าเกิดขึ้นในธุรกรรมง่ายๆ อย่างสม่ำเสมอ

นับว่าเป็นธนาคารสวิสส่วนที่เป็นหินของพีระมิดอย่างยิ่ง

ตัวอย่างแรกที่เข้ามาในหัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นประจำกับผม คือ เอกสารที่ส่งจากสำนักงานหนึ่งไปยังอีกสำนักงานหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นการส่ง “ภายใน” เกิดการหายเป็นประจำ ผมเจอกับตัวเองอย่างน้อยสามครั้งแล้วที่ได้รับแจ้งว่าเอกสารที่ผมรออยู่ “ถูกอุ้ม” ไปราวกับพ่อค้ายาเสพติดถูกตัดตอน โดยที่ไม่อาจรู้ได้ว่าไปตกค้างที่ไหน ถามสำนักงานที่ส่งก็บอกส่งมาแล้วตั้งแต่วันนั้นวันนี้ แต่ถามฝ่ายรับก็บอกว่ายังไม่มาถึง คนที่ทำหน้าที่ส่งก็ไม่มีการบันทึกไว้ว่าเป็นนายอะไร นางอะไร ไม่อาจตามร่องรอยได้พบ สุดท้ายผมต้องแจ้งยื่นเรื่องเพื่อให้ส่งเอกสารดังกล่าวมาใหม่และมานั่งลุ้นเล่นๆ อีกรอบว่าคราวนี้จะมาถึงสำเร็จหรือไม่

มีครั้งหนึ่ง ผมต้องรับเอกสารจากธนาคารซึ่งโดยปกติก็ต้องมีการเซ็นชื่อรับ ปรากฏว่าผมสังเกตเห็นการลงวันที่ซึ่งพิมพ์ผิดอย่างชัดเจน เมื่อแจ้งพนักงาน(ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงรองผู้จัดการสาขา)กลับได้รับคำตอบว่า “อ๋อ ผิดแค่นี้ไม่เป็นไรครับ” นับว่าเป็นทัศนคติที่มักง่ายมากสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดรอบคอบระดับเศษสตางค์เช่นนี้

ครั้งล่าสุดผมนำเช็คเดินทางไปเข้าบัญชี เจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ดูเป็นเด็กใหม่แต่อย่างใดแต่พอเห็นเช็คเข้าถึงกับงงและพูดว่าเขาไม่เคยทำมาก่อน ขอเวลาไปปรึกษาเพื่อนร่วมงานสักครู่ สำหรับใครที่ยังไม่ทราบ ระบบธนาคารที่สวิตเซอร์แลนด์ไม่มีการใช้เช็คเงินสด มีเพียงเช็คเดินทางเท่านั้นที่ธนาคารสามารถรับได้ ดังนั้นหากใครชำระเงินให้คุณมาด้วยการเซ็นเช็คเพื่อมาขึ้นเงินที่ประเทศนี้ บอกได้คำเดียวว่าคุณเจอปัญหาแน่นอน

ยังไม่นับเหตุการณ์การลงบัญชีผิดสกุลเงินอีกสองครั้ง การออกบัตรเครดิตพิมพ์ชื่อผิดอีกครั้งหนึ่ง และระบบ e-banking ที่ต้องยื่นเรื่องขอใช้เป็นเดือนกว่าจะสามารถใช้ได้จริง

ผมเป็นลูกค้าธนาคารแห่งนี้ (หากเทียบสเกลกับบ้านเราน่าจะเทียบได้กับธนาคารกรุงเทพเลยทีเดียว) รวมแล้วก็หกปี ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้นสำหรับผมจัดว่าถี่เกินไปจนบางครั้งยากที่จะเชื่อว่าที่นี่คือสวิตเซอร์แลนด์ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะทำธุรกรรมใดๆ จึงทำให้ไม่สามารถเชื่อใจธนาคารได้เต็มร้อย ไม่ใช่ไม่เชือใจเรื่องโกงหรือหลอกลวงนะครับ แต่เป็นเรื่องความสะเพร่าของคนและระบบนี่แหละ

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเถียงว่า ปัญหาต่างๆ ที่เล่ามาล้วนเกิดจากตัวบุคคล ผมโชคร้ายเองที่เจอพนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งก็อาจจะมีส่วนถูก

แต่คนก็เป็นผลผลิตหนึ่งของระบบไม่ใช่หรือ?

อย่าว่าแต่เรื่องระบบล้วนๆ เลย ใช่ว่าปัญหาจะไม่เคยเกิดขึ้น ผมขอเล่าเรื่องระบบธนาคารสวิสฉบับคนเดินดินให้ฟังอีกตัวอย่างหนึ่ง

ในกาลเริ่มต้น ธนาคารต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานของรัฐออกแบบระบบการจ่ายเงินหนึ่งขึ้นมาใหม่ เป็นระบบที่มีหลักการที่เป็นประโยชน์มากสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องมีบัตร ATM กันทุกคนอยู่แล้ว ระบบนี้ขอเรียกสมมติสั้นๆ ตรงนี้ว่า “cash” เป็นระบบจ่ายเงินง่ายๆ ด้วยบัตรตามตู้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นตู้ซื้อตั๋วรถประจำทาง ตู้ขายน้ำหรือกาแฟอัตโนมัติ หรือตู้จ่ายเงินค่าจอดรถ ซึ่งทุกคนทราบดีว่าตู้เหล่านี้แม้จะเป็นที่ที่เราไว้ใช้กำจัดเหรียญ แต่หลายครั้งหลายคราวเราก็อยากจะถีบตู้นี้มากเพราะเรามีเหรียญไม่พอ แต่หากมีระบบ cash ฝังรวมอยู่ในบัตรแล้วไซร้ปัญหานี้ก็หมดไป เพราะเราสามารถใช้มันแทนเหรียญนั่นเอง สำหรับการเติมเงินลงในฟังก์ชัน cash ก็แสนง่าย เพียงเราใส่บัตร ATM เข้าไปในตู้กดเงิน แล้วโอนเงินจากบัญชีเข้าไปในบัญชี cash ซึ่งจะโอนเก็บไว้เท่าไหร่ก็ได้ตามแต่ที่เราต้องการ

จากนั้นมา ผู้คนก็ไม่จำเป็นต้องถีบตู้หยอดเหรียญอีกเลย

หลังจากคิดระบบนี้กันขึ้นมาได้ นักธนาคารสวิสก็เลยตั้งชื่อฟังก์ชันนี้ว่า… “CASH”

อ้าว ชื่อเหมือนที่สมมติไว้เลย คนสวิสนี่ไม่ครีเอทเลยแฮะ

คราวนี้ ปัญหามันอยู่ตรง “ชื่อ” ที่เป็นภาษาอังกฤษนี่แหละครับ เพราะการใช้งานระบบนี้ ตราบใดที่เรายังไม่ได้เติมเงินเข้าไปในบัญชี CASH ยอดเงินของมันก็ย่อมจะเป็นศูนย์จุดศูนย์ศูนย์ ไม่ว่าเงินในบัญชีหลักของเราจะมีเท่าไหร่ก็ตาม และเมื่อเราใส่บัตร ATM เข้าไปในเครื่อง ทุกคนจะเห็นคำว่า CASH ตัวเบ้อเริ่มปรากฏในเมนู พร้อมกับยอดเงินว่า 0.00 (ย้ำอีกครั้งว่า “ศูนย์จุดศูนย์ศูนย์”)

ตั้งแต่นั้นมา ชาวต่างชาติหรือชาวสวิสเองที่เข้าใจภาษาอังกฤษล้วนแต่ยืนตกใจหน้าตู้กดเงินว่าทำไม “ยอดเงินสด” ของเราเป็นศูนย์ ต้องวนเวียนผลัดเปลี่ยนหน้าเข้าไปโวยวายในธนาคารว่า “มีเงินในบัญชีตั้งเยอะทำไมอยู่ดีๆ เป็นศูนย์” และธนาคารก็ต้องมานั่งอธิบายกันเป็นรายคน ทั้งพามากดที่ตู้ให้ดู ทั้งโชว์สมุดบัญชียืนยัน เสียต้นทุนเสียเวลาทำมาหากินไปกันหมดทุกฝ่าย ลูกค้าใหม่ก็มีมาเรื่อยๆ ต้องมางงกันใหม่ โวยวายกันใหม่ อธิบายกันใหม่ ไม่จบสิ้น กลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าขำแต่ขำกันไม่ออก

จากนั้นมาเราเริ่มเห็นหลายคนหันมา “ถีบ” ตู้ ATM แทน…

ทุกวันนี้ฟังก์ชัน CASH ได้ถูกถอดออกจากบัตร ATM ไปแล้วหลายธนาคาร ทำให้ผู้คนต้องหันมาพกเหรียญกันเหมือนเก่า ส่วนใครที่ติดใจการใช้ระบบ CASH จริงๆ ก็ยังสามารถไปขอบัตร CASH โดยเฉพาะมาใช้ได้ ซึ่งสำหรับหลายๆ คนรวมทั้งผมด้วยยอมที่จะคอยพกเหรียญติดตัวดีกว่าต้องมาใส่บัตรเพิ่มอีกใบเข้าไปในกระเป๋าสตางค์ซึ่งอัดแน่นไปด้วยบัตรต่างๆ อยู่แล้ว

นับว่าเป็นการตายของ “ระบบ” ที่มาจากการกระแดะตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษให้คนสับสนในความหมายโดยแท้

วันก่อน “ธนาคารตัวอย่าง” ของผมได้ส่งบัตรเครดิตใหม่มาให้โดยไม่ได้ขอ ในจดหมายนำอธิบายคุณงามความดีว่าเนื่องจากผมเป็นลูกค้าที่ชำระหนี้ตรงเวลามาตลอด ธนาคารจึงอยากมอบบัตรเครดิตใบที่สองเพื่อเพิ่มทางเลือกและอำนาจการใช้จ่ายมากขึ้นโดยเก็บค่าบริการเพียงใบเดียว ฟังดูก็ดี ฟังดูก็เหมือนลูกค้ามีความหมาย ฟังดูก็เหมือนต้องการขายบัตรเครดิตทั่วไป แต่สุดท้ายพอสอบถามไปสอบถามมาปรากฏว่าทั้งสองบัตรนี้ใช้เพดานยอดเครดิตร่วมกัน จะว่าเป็นบัตร VISA ใบหนึ่ง เป็น Master Card ใบหนึ่งก็ไม่ใช่ (ทั้งคู่เป็น VISA) จะว่าอีกใบเป็นชื่อภรรยาก็ไม่ใช่อีก (ทั้งสองใบเป็นชื่อผม) มันอาจจะมีประโยชน์ก็จริงแต่ผมต้องไปฝึกวิชานินจาแยกร่างเป็นสองคนมาก่อน

นี่แหละครับ “ธนาคารสวิส” ทีเอกสารที่ขอไปมาไม่ถึง ไอ้ที่ไม่มีประโยชน์เนี่ยส่งมาจัง

.

.

ขึ้นกระเช้า…ขึ้นภู

27 February 2012

.

.

ผมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงแบบห่างๆ อย่างห่วงๆ มาหลายปี

ห่างเพราะว่าตัวอยู่ไกลและได้แต่เงี่ยหูฟังข่าวที่แว่วมานานๆ ครั้ง

ห่วงเพราะว่าประสบการณ์ “ขึ้นภู” สามครั้งทำให้รู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมเหมือนเป็นเพื่อนเก่า

ลำดับทางประวัติศาสตร์ส่วนตัวย้อนไปก็เกือบสิบปีแล้ว สำหรับครั้งแรกที่ได้ยินความคิดริเริ่มเกี่ยวกับโครงการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ในตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาจบใหม่ เลือดวัยหนุ่มกำลังพุ่งแรง สายตากำลังแข็งกร้าว(แม้ว่าจะสั้น-ฮา) และมีความคิดที่มีแนวโน้มจะตัดสินคุณค่าสิ่งต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา เฉกเช่นเพื่อนร่วมวัยทั้งหลาย แน่นอนว่าผมในตอนนั้นคิดค้านโครงการดังกล่าวอย่างหัวชนฝา ไม่ว่าใครจะพูดคุยถึงประโยชน์ของมันในด้านใดก็ไม่อาจจะรับฟังมาพิจารณาได้

มีคนพยายามอธิบายว่า คนแก่จะได้มีโอกาสขึ้นได้บ้าง (ผมก็นึกว่า ถ้าแก่แล้วจะทะลึ่งขึ้นไปทำไม ตอนยังเป็นหนุ่มเป็นสาวทำไมไม่ขึ้น)

หลายคนอาจเถียงว่า คนเรามีโอกาสไม่เหมือนกัน บางทีคนแก่เหล่านั้นอาจไม่มีโอกาสมาก่อน (ผมก็นึกว่า ที่สวยๆ ที่คนแก่ไปได้ก็มีอีกเยอะ ทำไมต้องมาวุ่นวายกับสถานที่ที่ควรสงวนไว้สำหรับเด็กๆ อย่างเรา ที่ควรจะได้ไปเฮฮาปาร์ตี้ตั้งแคมป์กันเต็มที่แบบไม่ต้องเกรงใจผู้ชรา)

บางความเห็นก็บอกว่า เราจะได้ประหยัดเวลาเที่ยว สามารถขึ้นลงในวันเดียวได้เลย (ผมก็นึกว่า ความรีบเร่งเช่นนั้นย่อมไม่ใช่รสชาดที่แท้จริงของภูกระดึงแม้แต่น้อย)

หรืออีกหลายความเห็นสนับสนุนว่าสาธารณูปโภคบนยอดภูจะได้มีการพัฒนา (ผมก็นึกว่า ที่มันมีอยู่ก็ใช้ได้แล้ว เรายังสามารถหาข้าวต้มหมูกรอบกินได้ง่ายๆ เลย)

และสิ่งที่ฝ่ายสนับสนุนอดที่จะพูดถึงไม่ได้เลยก็คือ จะได้พัฒนาการท่องเที่ยว (ผมถึงกับร้องโวยวายในใจว่า แค่นี้คนก็ล้นภูอยู่แล้ว จะทำให้ภูกระดึงกลายเป็นห้างสรรพสินค้าหรืออย่างไร)

เวลาผ่านไปหลายปี โครงการกระเช้าขึ้นภูกระดึงก็ยังคงเป็นความคิดริเริ่มต่อไป ระหว่างนี้ใครที่ยังอยากสัมผัสการเดินขึ้นภูกระดึงแบบคลาสสิคก็ยังคงสามารถทำได้อยู่ หนุ่มสาวรุ่นใหม่ยังคงได้ลิ้มรสการเที่ยวภูแบบเดียวกับที่ผมและเพื่อนๆ เคยได้รับ ผมได้อ่านบทความและข้อวิจารณ์หลายอย่างที่มีต่อโครงการกระเช้า ข้อความอาจแตกต่างไปตามสไตล์ผู้เขียน แต่เนื้อแท้ของข้อความเหมือนกัน คือ ทุกคนจะบรรยายความงามที่เป็นเอกลักษณ์ของภูกระดึง วิถีทางแห่งการเดินทางไกล การเดินป่า และการตั้งแคมป์ ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่าย ติดดิน และใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างที่สุด บ้างแฝงอารมณ์ขันของการต่อสู้กับทากและปลิง บ้างแฝงอารมณ์โรแมนติคของเรื่องราวและบรรยากาศความรัก บ้างก็แฝงอารมณ์ “เพื่อชีวิต” เมื่อพูดถึงลูกหาบและซุ้มขายของชาวบ้านรายทางซึ่งมีขายทั้งเหล้าขาว ยาดอง ไปจนถึงยาปลุกเซ็กส์

และทุกบทความต่างไม่ลืมที่จะย้ำว่า หากมีกระเช้าขึ้นมาวันใด สิ่งที่บรรยายมาทั้งหมดจะสูญสิ้นพังพินาศ หมดความขลังไปทันที

ช่างเป็นข้อคิดเห็นที่ “โดนใจ” ผมเมื่อครั้งในวัยหนุ่ม(กว่านี้)อย่างยิ่ง

.

.

หากนับถึงวันนี้ ผมใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์มาจนถึงปีที่เจ็ดแล้ว หากนับรวมกับฝรั่งเศสก่อนหน้านี้ด้วยก็จะครบสิบปีพอดี ดังนั้นถ้าจะพูดกันเรื่องความสนิทสนม ผมคงจำต้องบอกว่าสนิทกับเทือกเขาแอลป์มากกว่าภูกระดึงเล็กน้อย หากจะว่ากันเป็นภู ภูจุงเฟราว(jungfrau) ภูกรุยแยร์(gruyère) หรือ ภูมองท์บลังค์(mont blanc) ก็ได้ไปเยือนที่ละเกือบสิบครั้งแล้ว นอกจากนี้ยังมียอดเขาเล็กยอดเขาน้อยอีกหลายแห่งที่ผมและเพื่อนฝูงที่นี่จัดทริปไปเที่ยวกันมาทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว

ก่อนที่จะกลายเป็นสารคดีท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ไปเสียก่อน ผมขอตัดบทด้วยการเล่าให้ฟังว่า สถานที่เที่ยวลักษณะคล้ายๆ กับภูกระดึงบ้านเราเหล่านี้ ล้วนแต่มีกระเช้าพาขึ้นไปถึงยอดทั้งสิ้น บางแห่งเล่นหนักกว่าคือมีการสร้างทางรถไฟไต่เขาขึ้นไปจนถึงข้างบนเลยทีเดียว

ไม่ว่าคนที่มีความรู้ทางเทคนิคระดับไหนมาเห็นก็ต้องเห็นด้วยว่า การสร้างกระเช้าหรือรถไฟของเขา มาจากการออกแบบที่พิถีพิถัน และการวางโครงสร้างอย่างฉลาดที่สุด ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าชาวสวิส(ความจริงคือยุโรปเกือบทั้งหมด) ชอบการเดินมาก ทั้งเดินเขา เดินป่า เดินทางไกล ยังไม่รวมการเดินทางกลางแจ้งอื่นๆ อีกเช่น ขี่ม้า ขี่จักรยาน(เหมือนบ้านเราเพิ่งจะเริ่มมีการเห่อขี่จักรยานขึ้นมาปีสองปีนี้ ซึ่งเป็นที่น่าสนุกยิ่งนัก) ดังนั้น หากจะอ้างการมีกระเช้าว่า “เพราะความขี้เกียจรักสบาย” จึงไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้องนัก

ดังนั้น ในขณะที่ทุกภูทุกเขาของที่นี่เต็มไปด้วยเส้นทางเดินขึ้นหลากหลายเส้นทาง ซึ่งมีเสน่ห์และความยากง่ายแตกต่างกันไป หากใครอยากเดินยาวๆ ตั้งแคมป์ก็ทำได้ หากใครอยากไปแนวปิคนิคก็ไม่มีปัญหา หรือหากใครอยากไปเดินเขาแนวสร้างสรรก็มีตัวเลือกมากมาย (ลองอ่านบล็อกของเพื่อนผมคนหนึ่งดู ที่นี่(ตอนที่1)  ตอนที่2 และ ตอนที่3 เพื่อเติมเต็มจินตนาการ) สำหรับใครที่แค่อยากชื่นชมความงามของวิวทิวทัศน์เฉยๆ หรือแค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศผ่อนคลายในบ่ายวันหยุด ก็ยังสามารถเข้าถึง “ภู” ได้ด้วยกระเช้าหรือรถไฟ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่มีเด็กเล็ก คู่หนุ่มสาวออกเดท นักผจญภัยสมบุกสมบัน หรือผู้สูงอายุ ก็ต่างสามารถไปเที่ยวภูใน “มิติ” ของตนได้ โดยไม่ไปบั่นทอนอรรถรสของผู้ร่วมทางในมิติที่ต่างกันออกไปแต่อย่างใด(หรือถ้ามีก็คงน้อยมากจริงๆ)

อย่างที่บอก การออกแบบวางเส้นทางที่แสดงให้เห็นแล้วว่ามีการคิดแล้วคิดอีก คิดจากหลายมุม และคิดอย่างเอาประโยชน์ของผู้ใช้เป็นที่ตั้ง(ไม่ใช่ประโยชน์ของนักลงทุนหรือนักการเมืองผู้อนุมัติโครงการ) ทำให้การที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นกระเช้าหรือรถไฟพาคนขึ้นภูจึงได้เพิ่มคุณค่าของการมาเที่ยวภูเหล่านี้อย่างมากจริงๆ

และนี่อาจเป็นเพียงแค่จิ๊กซอว์ชิ้นส่วนเล็กๆ เท่านั้น ที่ประกอบกับอีกหลายๆ ชิ้นส่วนในภาพ “การท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งเราต่างรู้กันดีว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

จากการได้เปิดสมองตลอดช่วงสิบปีดังกล่าวทำให้ผมมองเรื่องราวของกระเช้าภูกระดึงด้วยมุมที่หลากหลายมากขึ้น ประกอบกับการที่เลือดไม่ได้พลุ่งพล่านรุนแรงเหมือนเมื่อก่อน สายตาที่อ่อนโยนต่อโลกมากขึ้น(แต่ยังสั้นเหมือนเดิม-ฮา) และความคิดที่ไม่ได้มุ่งตัดสินโลกแต่มุ่งทำความเข้าใจเป็นหลัก เฉกเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมวัยทั้งหลาย ทำให้รู้สึกอยากจะหวังว่า ถ้าหากการมีกระเช้าทำให้ภูกระดึงกลายเป็นสถานที่หลากหลายเสน่ห์สำหรับคนไทยทุกเพศทุกวัยได้จริง น่าจะดีไม่น้อย

ภูทั้งภูสวยงามและยิ่งใหญ่ขนาดนี้คงน่าเสียดายหากจะมีแค่ “การเดินขึ้นเขาทรหด” เป็นมิติแห่งการท่องเที่ยวเพียงมิติเดียว จริงไหม…

.

.

ความจริงทุกวันนี้หากใครถามว่าควรจะมีการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงไหม ผมก็ยังคงยืนยันคำตอบสุดท้ายเดิมอยู่ คือไม่ควร เพราะในมาตรฐานของประเทศไทยเรา โครงการพัฒนาทางวัตถุสุดบรรเจิดแต่ละอย่างที่ทำมาตั้งแต่อดีตล้วนแต่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นอกจากจะไม่สร้างวิถีใหม่ๆ ที่ดีๆ ขึ้นมาได้แล้ว มันยังได้ “ทำลาย”  วิถีดั้งเดิมที่สวยงามลงไปทุกครั้งทุกคราว

แต่จากการที่สวิตเซอร์แลนด์ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า การท่องเที่ยวหลากมิติสามารถอยู่ร่วมกันได้ ณ สถานที่เดียวกัน คำตอบของผมถึงแม้จะเหมือนที่ตัวผมเมื่อสิบปีที่แล้วเคยตอบ แต่คราวนี้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ใช่ครับ ที่พูดเล่ามาเสียยาวยืดนี้ก็เพื่อมาสู่ข้อสรุปทางความรู้สึกของผมว่า “ไม่เอากระเช้า” อยู่เช่นเดิม และคิดว่ามันจะยังเป็นคำตอบเดิมอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงไปอีกหลายสิบปีทีเดียว อย่างน้อยก็ไปจนถึงวันที่ผมเดินไม่ไหวและดันเกิด “ทะลึ่ง” อยากจะขึ้นไปเที่ยวภูกระดึงกับหลานๆ นั่นแหละกระมัง

.

.

สังขาร…หนึ่งในสองสิ่งที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่พ้น

24 February 2012

.

.

เมื่อวานผมนั่งรถที่ทำงานติดตามเจ้านายไปดินเนอร์ เหมือนที่เคยทำ มันเป็นวันทำงานธรรมดาวันหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดพิศดาร

อาจเป็นเพราะนั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์มาทั้งวัน อ่านหนังสือใช้สายตาจนมึนแบบไม่รู้ตัว หรืออาจจะเป็นเพราะท้องเริ่มหิวเพราะตอนกลางวันไม่ได้กินอะไรที่หนักพอ หรืออาจจะเป็นเพราะความอ่อนล้าสะสมจากช่วงสุดสัปดาห์ที่ปฏิบัติตนแบบ “work hard, play hard” มากไปหน่อย

ทั้งหมดทำให้ขณะที่ผมนั่งเคลิ้มกึ่งหลับกึ่งตืนอยู่ในรถ ก็รู้สึกได้ถึงแรงหนึ่งที่มองไม่เห็นกดลงหนักหน่วงบนหัวแบบฉับพลันแล้วบิดให้ตีลังกากลับหัว ผมลืมตาโพลงขึ้นด้วยความตกใจ ภาพข้างหน้าเหมือนรถทุกคันมีไฟท้ายสี่ดวง มองไปทางขวาภาพโรงแรม Beau Rivage ซ้อนทับกับโรงแรม Angleterre ทางซ้ายซึ่งควรจะเป็นทะเลสาบที่มืดมิดผมกลับเห็นแสงจ้ามาจากไหนไม่อาจทราบได้

หลับตาลงอีกครั้งแรงกดนั้นก็ยังไม่หายไป เมื่อพิจารณาจนแน่ใจว่าไม่น่าจะใช่ผีที่ไหนมาขี่หัว ผมก็ได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นี่กูเป็น(วรนุช)อะไรวะ?”

ครับ… ผมไม่สบาย! ง่ายๆ อย่างนั้นเอง

เป็นลักษณะของอาการ “ทรุดกลางกองถ่าย” แบบอ่อนๆ สำหรับผมซึ่งไม่เคยทั้งเมารถ ไม่เคยเป็นลม ไม่เคยวูบ และไม่เคยเป็นอะไรที่อยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้นแบบเมื่อวานนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนขึ้นรถผมยังรู้สึกสบายดีแข็งแรงอยู่เลย

จากนั้น อาการที่เกิดขึ้นตามมาคือคลื่นไส้ ถึงตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำไมช่างสำออยเหมือนสาวๆ ไปได้

หลังจากต่อสู้กับอาการดังกล่าวทางความคิดอยู่พักใหญ่ๆ รถก็แล่นถึงบ้านที่เป็นเจ้าภาพงานดินเนอร์ เป็น ณ ขณะที่ผมตัดสินใจยอมแพ้สังขารพอดี

.

.

ตามที่ทุกคนพูดกันไม่มีผิด เมื่อถึงวัยหนึ่ง ร่างกายคนเราก็เริ่มจะโรยรา จากที่เคยมีเรี่ยวมีแรงทำทุกอย่างได้พร้อมกัน คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง อดนอนได้ อดอาหารได้ ไม่เคยป่วยไข้ ไม่เคยอิดออด

วันหนึ่งเราก็เริ่มเป็นอะไรที่ไม่เคยเป็น เริ่มป่วยง่าย เริ่มหมดแรงเร็ว เริ่มเป็นนั่นเริ่มเป็นนี่ จนรู้สึกรำคาญ

และสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับความรำคาญก็คือ “ความเสียดายที่ไม่ได้ทำบางเรื่อง” เพราะรู้ว่าต่อไปคงทำไม่ได้ หรือถ้าได้ก็คงลากเลือด ไม่ว่าจะสังขาร ไม่ว่าจะเวลา คนเรามี “ทรัพยากรแห่งชีวิต” ที่เหลือน้อยลงไปทุกวันๆ

ด้วยความสัตย์จริง เมื่อคืนผมนอนนึกถึงรถไฟสายทรานไซบีเรีย และเส้นทางสายไหม ซึ่งผมปรารถนามานานแล้วว่าอยากไปตามรอย บทจะนึกก็นึกขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเสียอย่างนั้น

3-4 ย่อหน้าที่ผ่านมาอาจฟังดูน้ำเน่าเล็กน้อย คล้ายๆ ข้อความในหนังสือให้กำลังใจ หรือหนังสือ How to ใช้ชีวิต อะไรเทือกนั้น หากใครอ่านแล้วร้อง “อี๋” ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะผมย้อนกลับไปอ่านก็ร้องเหมือนกัน (ฮา)

ความจริงผมเองอายุแค่สามสิบกว่าๆ เพิ่งครึ่งทางของชีวิตเท่านั้น อาการป่วยก็ไม่ได้เป็นอะไรมากเพราะพอนอนตื่นมาสายๆ ก็หายเกือบสนิทแล้ว เพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคย พอมันเกิดขึ้นกับตัวเราเองเลยทำให้เกิดมี reflection เกี่ยวกับชีวิตขึ้นมาเล็กน้อย สมควรจะพูดถึงเสียหน่อย

และหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นมาบ่อยๆ และไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบอื่นด้วย

เพราะผมยังหวังอยู่ว่าสักวันหนึ่งจะลองสกีข้ามเทือกเขาแอลป์กับเขาดูบ้าง น่าจะเท่ไม่หยอก

.

.

เออ… ส่วนอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ภาษี นั่นเอง ! 

.

.

loveconomics

10 February 2012

.

.

ผมมักจะพูดเสมอๆ ว่าความรักกับเศรษฐศาสตร์หนีกันไม่เคยพ้น แม้จะไม่มีคำว่ารักอยู่เลยแต่ในหลายทฤษฎีหลายแนวคิดของวิชานี้สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ความรักในสถานการณ์ต่างๆ ได้ หรือหากจะไม่ถึงกับนำมาใช้หาทางออกแก้ไขปัญหาหัวใจได้เป็นจริงเป็นจัง แต่หากเราฟังเนื้อเรื่องของทั้งสองศาสตร์ดู(หากเราจะนับความรักเป็นศาสตร์หนึ่ง) เราก็จะรู้สึกว่ามันช่างเป็นสองโทนเสียงที่เข้ากันได้ดีราวกับบทเพลงประสานเสียงเพราะๆ เลยทีเดียว

[พื้นที่โฆษณา] ไม่เชื่อลองอ่าน เกมกิ๊กกันจัง หรือ มหัศจรรย์กว่าพีระมิด หรือ รักเราไม่เก่าเลย ดู

สำหรับเดือนแห่งความรักนี้ อาจจะเป็นการพอเหมาะพอดีที่จะหยิบยกบางแง่มุมของเศรษฐศาสตร์กับความรักมาปัดฝุ่นความทรงจำกันใหม่อีกสักครั้ง

ที่อ้างว่าเป็นความทรงจำก็เพราะผมเคยแลกเปลี่ยนบทสนทนาเรื่องนี้กับเพื่อนฝูงสมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์ บทพูดเลือนลางมากจนจำไม่ได้แล้ว แต่ยังพอจำแนวทางความคิดได้และพอจะสามารถแต่งขึ้นมาใหม่ เพื่อประโยชน์ในการบันทึกไว้ขำๆ ดังนี้

.

.

- วัฏจักรแห่งเศรษฐกิจ เอ๊ย… ความรัก -

.

(ขั้นที่ 1) การตกหลุมรักคือความ(นีโอ)คลาสสิค

เรื่องรักทั่วโลกมักจะเริ่มต้นบทที่หนึ่งด้วยการตกหลุมรัก ไม่ว่าจะเป็นรักแรกพบ รักต้องห้าม รักต่างวัย รักค่อยๆเป็นค่อยๆไป รักระหว่างรบ ไปจนถึงรักร่วมเพศ ล้วนแล้วแต่มี “การตกหลุมรัก” เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

การตกหลุมรักจึงเป็นเรื่องสุด”คลาสสิค”ที่ “นีโอคลาสสิค” มาก!

เวลาเราตกหลุมรักใคร โลกของเราจะกลายเป็น “ตลาด” ทันที นั่นคือมีการทำธุรกรรมความรักเกิดขึ้นสองฝั่ง(ยังไม่เกี่ยวกับว่าจะจีบติดหรือไม่) ซึ่งตรงนี้ อัลเฟรด มาร์แชลล์ เจ้าสำนักเศรษฐศาสต์นีโอคลาสสิคคนแรกมีความเชื่ออย่างแรงกล้าเช่นเดียวกับแนวคิดดั้งเดิมของสำนักคลาสสิคในอดีตว่า หากปล่อยให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตมีอิสระเต็มที่ ผู้บริโภคก็จะเลือกบริโภคเพื่อให้ตนเองมีความสุขที่สุด ในขณะที่ผู้ผลิตก็จะมุ่งหวังกำไรสูงสุด เมื่อทุกคนในระบบเศรษฐกิจทำเช่นนี้เราก็จะได้ผลประโยชน์โดยรวมสูงสุดไปด้วย แปลง่ายๆ ว่า ”คนที่มีเหตุผลทุกคนจะทำให้ตนเองได้รับความพอใจสูงสุด” นั่นเอง

นักรักหลายคนเชื่อมั่นในอัลเฟรด มาร์แชลล์ คือเชื่อว่าในที่สุดทุกคนก็จะหาคู่ที่พอเหมาะกับความพึงพอใจของตนได้ และจะพอดิบพอดีไปตามคุณสมบัติ(ราคา)ของทุกคน เมื่อให้เวลานานพอ ตลาดความรักก็จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อะไรที่เรียกว่า ทำตามความพอใจสูงสุดของตน

ลองสังเกตดู ในห้วงเวลาแห่งการตกหลุมรัก เราจะไม่เคยสนใจใครนอกจาก”โปร”ของเรา ชายหนุ่มทั้งวันจะไปดักรอหญิงสาวหน้าหอเพียงเพื่อให้ได้เห็นหน้า บางคนยกเลิกเตะบอลเพียงเพื่อจะได้ไปนั่งเรียนวิชาที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้ เพื่อนผมคนหนึ่งทุ่มเทพลังการผลิตที่มีทั้งหมด(เงิน เวลา แรงงาน)ไปในการเอาใจสาว เพราะการได้รับคำขอบคุณเป็นข้อความสั้นๆ ทางเพจโฟน(152 น่ะ รู้จักมั๊ย) มันหมายถึงผลกำไร “หน่วยสุดท้าย” ที่ยังคงเป็นบวกอยู่ และเป็นบวกมากกว่ากิจกรรมอื่นๆ ในระแวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นเตะบอล วินนิ่ง หรือนั่งกินเหล้ากับเพื่อน

เพื่อนอีกคนยังไม่ทันได้ลงมือจีบ แค่ตกหลุมรักสาวแล้วก็ไปคอยเฝ้าชะเง้อมอง ครั้งแรกๆ ก็ดูมุมานะดี หลังๆ ก็คอตกเดินกลับมาเข้าวงเหล้า ถามได้ความว่า “ความพอใจหน่วยสุดท้ายของการได้แค่มองถูกบั่นทอนลงจนน้อยกว่าความพอใจหน่วยสุดท้ายของการกินเหล้าแล้วว่ะ”

.

(ขั้นที่ 2) จีบสาวแบบเคนส์ๆ

จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นอกจากจะเป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคแล้ว เขายังถือเป็นบิดาแห่ง “การจีบหญิงในวัยเรียน” อีกด้วย เพราะแนวคิดของเคนส์ที่ว่า หากปล่อยเสรีในบางเรื่องตลาดจะไม่มีประสิทธิภาพพอ รัฐควรเข้าไปแทรกแซงตลาดบ้างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในช่วงนั้นที่ผมอยู่มหาวิทยาลัย คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นโยบายการแบ่งกลุ่มเป็นโต๊ะๆ โปรแกรมกระตุ้นความสัมพันธ์ด้วยการซ้อมเชียร์ หรือกิจกรรมไปออกค่ายต่างๆ ล้วนเป็นนโยบายแทรกแซงตลาดความรักที่ดียิ่ง ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งหลายสามารถหาโอกาสและข้ออ้างให้เข้าใกล้กันได้อย่างง่ายดายและมีเหตุผลขึ้น

มีเพื่อนผมคนหนึ่งกำลังอยู่ในภาวะการเงินฝืดเคืองเลยจำต้องพึ่งพา “เงินอุดหนุน” จากธนาคารกลางป๊าม้า นับว่าช่วยกระตุ้นการลงทุนในตลาดความรักได้เป็นอย่างดี

นโยบาย “no car no love” ที่เหล่านักศึกษาที่ไปใช้อ้างขอรถพ่อแม่ ก็อยู่บนพื้นฐานของเคนเซียนเช่นกัน

[พื้นที่เซ็นเซอร์] มีบางครั้งเช่นกันที่มือที่ยื่นเข้ามาในตลาดก็ไม่ใช่มือที่เป็นมิตรเสมอไป การห้ามไม่ให้นักศึกษาทำอนาจาร หรือไม่ให้สาวๆ นุ่งกระโปรงสั้นหรือเสื้อรัดรูป ก็ถือว่าเป็นการแทรกแซงตลาดที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องมานั่งบ่นเสียดายกันไป

.

(ขั้นที่ 3) “เกม”บริหารเสน่ห์

ใครที่เคยดูหนังเรื่อง A Beautiful Mind คงรู้จักและจำ จอห์น แนช ได้เป็นอย่างดี แม้เขาจะไม่ใช่ผู้ที่คิดค้นทฤษฎีเกมขึ้นมา แต่หนังเรื่องนี้ทำให้คนนอกวงการเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ได้รู้จักคุ้นเคยทฤษฎีนี้ในวงที่กว้างขึ้น

ทฤษฎีเกมว่าด้วยการเลือกใช้ “กลยุทธ” ของผู้เล่น “สอง” ฝ่าย เห็นหรือยังแค่ขึ้นต้นก็เห็นหมดไส้หมดพุงแล้วว่ามันมาเกี่ยวกับความรักได้อย่างไร

ในระหว่างการจีบ กลยุทธต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การแหย่ การแสร้งทำเป็นไม่ถูกกัน การเข้าทางเพื่อน การทุ่มเทบ้าพลัง ไปจนถึงการไปลงเรียนด้วยกัน การส่งข้อความเช้าเย็น การไปเฝ้าที่หอ การทำแมน หรือการหม้อเพียวๆ ล้วนต้องผ่านการวิเคราะห์อย่างดี มีการคำนวนผลได้ผลเสียก่อนจะเลือกกลยุทธ บางครั้งเพื่อนช่วยคิด บางครั้งก็คิดเอง ซึ่งปัจจัยที่จะเอามาใช้ในการพิจารณาเลือกกลยุทธก็คือ ท่าทีของอีกฝ่าย ซึ่งสาบานได้ว่าตอนนั้นละอ่อนอย่างพวกผมไม่มีใครรู้ว่าท่าทีเหล่านั้นล้วนเป็นกลยุทธของอีกฝ่ายเช่นกัน!!

กลยุทธที่ว่า ได้แก่ ต้องกลับบ้านเอง ลืมเอาร่มมา แบ่งขนม ไม่เข้าใจบทเรียน ขอให้ช่วยเรื่องต่างๆ ตอบข้อความเพจ ชอบดูฟุตบอล กรี๊ดรุ่นพี่ ทำเป็นสนใจเพื่อนเรามากกว่า (นึกไม่ค่อยออกแล้ว ไม่ทันสาวๆ จริงๆ) เหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธที่สามารถใส่คำว่า “แกล้ง” เป็น prefix ได้หมด เพราะมันเป็นเพียงมาตรการในการบริหารเสน่ห์ของสาวๆ ทั้งสิ้น

ซึ่งมีประสิทธิภาพมากเสียด้วย!

.

(ขั้นที่ 4) แฟนกูเป็นมาร์กซิสม์

“เหี้ยแม่งเอาเวลากูไปหมดแล้วยังโทรศัพท์ตามควบคุมทุกฝีก้าว” นี่คือคำบ่นของเพื่อนเราคนหนึ่งที่หมดสิ้นอิสระไปตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีแฟน ความจริงเขาไม่ใช่คนแรก แต่ทุกคนก่อนหน้าต่างก็เจอเหมือนกันหมด ทีละคน ทีละคน ไม่ว่าใครที่มีแฟนก็จะเริ่มได้ลิ้มรสปรากฏการณ์เดียวกันนี้

การจะออกนอกบ้านยามวิกาล การเดินทางไปต่างถิ่น การเข้ากลุ่มสังสรรเกินห้าคน ล้วนแต่ต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจาก “ชนชั้นที่สูงกว่า” ก่อนเสมอ

เรียกว่าไม่ว่าชายหรือหญิง(ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายหญิงอยู่แล้ว) ต้องมีใครสักคนที่ควบคุมอีกฝ่าย เป็น”ศูนย์กลางอำนาจ” ที่รวบทุกอย่างจากอีกฝ่ายไปหมดแล้วพิจารณาแบ่งสันปันส่วนให้หลังจากพิจารณาเห็นแล้วว่า “มันดีกับเธอว์”

ครั้งหนึ่ง มีเพื่อนผมสองคนซึ่งเป็นแฟนกัน บังเอิญผมนั่งอยู่ด้วยตอนที่พวกเขากำลังลงทะเบียนเลือกวิชาเรียนกัน

สาว “เธอ… ลงวิชาอะไรบ้างเทอมนี้”

หนุ่ม “ยังไม่รู้เลย แต่ไม่เอาเช้าๆ หรอก ตื่นไม่ไหว กะว่าจะลงหมวด 4 (การคลัง) เรียนตอนเย็นดี”

สาว “นี่… หอเธอแค่ข้ามฝากมาก็ถึงแล้ว บ่นจริง ชั้นว่าจะลงหมวด 3(การเงิน) ดีมั๊ย”

หนุ่ม “ถ้าชอบก็เอาดิ การเงินกับเราแม่งไม่เข้ากันว่ะ”

สาว “อ้าว… แล้วเค้าจะเรียนกับใครล่ะ?” พอได้ยินประโยคประกาศิตนี้ ผมก็เริ่มรู้สึกถึงความเป็นส่วนเกินทันที

หนุ่ม “เฮ้ย มึงจะไปแล้วเหรอ?”  ประโยคนี้พูดกับผมที่กำลังลุกออกจากโต๊ะเพื่อไปเตะบอล

ผม “เออ มึงเสร็จแล้วก็ตามมานะโว้ย”

ตอนจบคงไม่ต้องเดากันให้เมื่อย สุดท้ายเพื่อนผมคนนี้ต้องลงทะเบียนหมวดการเงินซึ่งเริ่มเรียน 8 โมงเช้าไปตามระเบียบ แถมวันนั้นก็ไม่ได้ตามมาเตะบอลด้วยแต่อย่างใด

.

.

(ขั้นสรุป) ในวัฏจักรของความรักหนึ่งๆ หลังจากเดินทางมาจนถึงการได้คบหาเป็นแฟนแล้วก็จะสามารถเดินทางต่อไปได้ในหลากหลายมิติ สมัยเรียนอยู่เราเหมือนระบบเศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทมาก ทุกคนยังต้องทำตามกรอบครอบครัว กฏมหาวิทยาลัย และไม่มีโอกาสพบเจอผู้คนหลากหลายมากพอ เพื่อนผมหลายคนที่คบกับแฟนตั้งแต่สมัยเรียนก็ต่างเลิกรากันไปก็เยอะ ส่วนใหญจะแยกย้ายไปมีชีวิตแล้วจึงได้พบคนที่ “ใช่” จากตลาดความรักเสรีที่ใหญ่และเติบโตมากกว่า

เมื่อพูดเรื่องตลาดเสรีก็ต้องพูดถึงบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ อดัม สมิธ ซึ่งเขานั่นเองที่เป็นผู้แนะนำ “มือที่มองไม่เห็น” ให้โลกได้รู้จัก หลักการนี้อธิบายได้แบบกว้างๆ และประยุกต์มาแล้วว่า “ทุกระบบจะมีกลไกอะไรบางอย่างที่ปรับระบบให้เข้าสู่ภาวะสมดุล” หากเป็นระบบเศรษฐกิจก็มักจะหมายถึงกลไกราคา หากเป็นระบบสังคมก็มักจะหมายถึงกฏหมายและวัฒนธรรม หากเป็นระบบการเมืองก็น่าจะหมายถึง…..(อืมมม… ใครรู้ช่วยบอกด้วยแล้วกัน)

และหากมาพูดกันในเรื่องความรัก ความรักที่ทุกคนปรารถนาไม่น่าจะใช่ความรักที่หวือหวาเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ความรักที่ร้อนแรงฉาบฉวย ไม่ใช่ความรักที่เรียบเรื่อยเฉื่อยชา และคงไม่ใช่ความรักที่โอนเอนไปในทิศใดทิศหนึ่ง หรือเป็นรักที่มีฝ่ายที่ให้หรือรับเพียงฝ่ายเดียวเช่นกัน เพราะความรักเหล่านี้คงไม่ยืนนานแน่

ถ้าหากว่า “รักแท้” เป็นสิ่งที่ยากจะบอกได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ในความเห็นของผม “ความรักที่สมดุล” ต่างหากที่น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและสามารถสร้างขึ้นมากับมือได้จริง

ส่วนจะสร้างความสมดุลขึ้นมาอย่างไรนั้น… ก็คงต้องลองใช้ “มือที่มองไม่เห็น” ของพี่ อดัม สมิธ กันดู

.

.


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 488 other followers