thriller life (2)

london has not fallen

.

.

หลังจากปฏิบัติการจารกรรมอันอุกอาจที่ดาวดวงหนึ่ง ฮัน โซโล ก็ได้รับโอกาสไม่คาดฝันให้บังคับมิลเลเนียม ฟอลคอนเป็นครั้งแรก มันเป็นฉากที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับแฟนสตาร์วอร์สทั่วโลก จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร ก็ในเมื่อยานอวกาศลำนี้ไม่ได้เพียงแค่โฉบเฉี่ยวไปมาอยู่ในอวกาศอัน “ไกลแสนไกลออกไป” เท่านั้น แต่มันยังโลดแล่นอยู่ในความทรงจำของทุกคนมากว่าสี่สิบปี

ในแง่ของหนัง มันอาจมีข้อบกพร่องทางเหตุและผลของบทหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์อะไรไปบ้างหากมองจากมุมของคนรุ่นใหม่ แต่มันก็เหมือนนั่งดูมังกรหยกหรือหนังจีนกำลังภายในเรื่องอื่นๆ นั่นแหละ ที่ทั้งฉาก ทั้งเครื่องแต่งกาย ทั้งแอคชั่น ล้วนแล้วแต่ดูเชยตกยุคทางโปรดัคชั่นไปหมด ถึงอย่างนั้นเราก็ยังสามารถนั่งเกาะหน้าจอดูได้เป็นวันๆ

บางครั้ง ความคลาสสิกมันก็มีมนต์ขลังในตัวเองอย่างหาเหตุผลไม่ได้

หรือให้ถูกคงต้องบอกว่าแค่เริ่มต้นหาเหตุผลก็ผิดแล้ว!

อุณหภูมิไม่ถึงสิบองศาในร่างของลมที่แทรกขอบหน้าต่างเข้ามา ทำให้บรรยากาศเหมาะกับการเข้าถึงหนังอวกาศมาก ผมรู้สึกเหมือนตัวเองนั่งอยู่ในมิลเลเนียมฟอลค่อนด้วยตอนที่ถูกศัตรูไล่โจมตีอย่างหนัก เลเซอร์หลายลำแสงพุ่งชนสร้างความเสียหายให้ตัวยานอย่างมาก เสียงตะโกนโหวกเหวกสั่งการปนกับเสียงออดสัญญาณฉุกเฉินราวกับยานจะระเบิดได้ทุกขณะเพิ่มความลุ้นระทึกให้ถึงขีดสุด ก่อนที่อึดใจต่อมา ฮัน โซโล จะพายานอวกาศแห่งศตวรรษลำนั้นกระโดดเข้ารูหนอนหลบหนีไปได้

ทุกอย่างสงบลง แต่เสียงสัญญาณฉุกเฉินยังดังอยู่

ถึงแม้ยานจะลงจอดและหนังเปลี่ยนไปฉากอื่นแล้ว แต่สัญญาณฉุกเฉินยังดังอยู่

ผมพอสหนังที่กำลังสนุก และพบว่าสัญญาณฉุกเฉินก็ยังคงดังอยู่!

.

.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมอยู่ในอาคารตอนที่มีสัญญาณฉุกเฉินดังขึ้น หรือต่อให้เป็นครั้งแรกก็คงไม่มีใครที่จะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ผมรีบหยิบเสื้อโค้ท กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ พาสปอร์ต กุญแจห้อง แล้วรีบออกไปข้างนอกทันที

ที่โถงทางเดินกลางของอาคารมีราวสี่ห้าคนที่มาถึงก่อน ทุกคนกำลังงมดูตู้ควบคุมสัญญาณฉุกเฉิน หนุ่มที่ดูแขกที่สุดในกลุ่มหันมามองแล้วถามผมว่าทำอะไรกับกล่องนี้เป็นหรือไม่

“ผมไม่ทราบเลย ผมเป็นเพียงคนมาพัก airbnb” เขาดูหัวเสียมากกับเสียงที่กำลังดังทั้งถี่ทั้งต่อเนื่อง เดาจากการแต่งกายและเวลาเกือบเที่ยงคืน สัญญาณฉุกเฉินคงลากเขาขึ้นมาจากที่นอนเป็นแน่

ผมแสดงความเห็นต่อ “ผมคิดว่าเราน่าจะออกไปดูนะว่ามีควันไฟอะไรมั้ย มันคือสัญญาณไฟไหม้ไม่ใช่หรือครับ?” ผู้หญิงที่ดูลาตินที่สุดในกลุ่มรีบแทรกขึ้นมา “เห็นด้วยๆ แล้วใครสักคนควรโทรเรียกคนดูแลตึกมั้ย มีเบอร์ตรงนี้”

ดูเหมือนผมเป็นคนเดียวที่ออกจากห้องมาโดยมีโทรศัพท์มือถือติดออกมาด้วยเลยรีบเข้าไปดูตรงป้ายข้อมูลพื้นฐานของอาคาร

ผมไล่ไปจนถึงบรรทัดที่เขียนว่าสัญญาณไฟไหม้ มีการอธิบายว่า “หากมีปัญหาเครื่องขัดข้อง ติดต่อ มิสเตอร์บริดเจส ช่างซ่อม” ผมทราบทันทีว่านี่ไม่ใช่เบอร์ที่สามารถโทรไปได้ในเวลานี้

ถึงตรงนี้เรามีป้ารัสเซียสองคนที่เพิ่งกลับเข้าตึกมาเจอความโกลาหล กับลุงแก่ๆ คนหนึ่งซึ่งดูเป็นคนอังกฤษที่สุดเข้ามาร่วมทีม ผมตรงเข้าไปคุยกับคนหลัง “มันเกิดบ่อยมั้ยครับ” เราเดินคุยกันออกไปข้างนอกอาคาร ส่วนคนที่เหลือยังมุงดูตู้ควบคุมอยู่อย่างไร้ประโยชน์ เห็นได้ชัดว่าต้องมีใครสักคนที่ต้องกดรหัสคำสั่งอะไรสักอย่างเพื่อหยุดเสียงสัญญาณนี้ และคนคนนั้นคงไม่ใช่หนึ่งในพวกเราแน่

ลุงจุดบุหรี่สูบ “เกิดบ่อย สองสามสัปดาห์ดังครั้งหนึ่ง ไม่มีใครมาซ่อมสักที” หน้ามิสเตอร์บริดเจสลอยมา ถึงแม้ผมจะไม่รู้ว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไรก็ตาม “เราจะรู้ได้ยังไงว่าครั้งนี้จะจริง หรือเป็นเพราะเครื่องเสีย” หนึ่งในคนที่ดูรัสเซียที่สุดเข้ามาขอต่อบุหรี่และร่วมวงสนทนา “ยังไงก็ต้องตามเจ้าหน้าที่มาปิด” เมื่อได้ยินลุงพูดดังนั้นป้าจึงรีบอาสาไปวิ่งตามหาตำรวจแถวนี้ทันที

เราสองคนมองไล่หลังไป “มันใช่เหรอลุง” ผมถาม เพราะไม่คิดว่าการวิ่งออกไปมั่วๆ ในมุมเมืองหนึ่งของลอนดอนแล้วจะบังเอิญเจอตำรวจได้ง่ายๆ และถึงแม้เจอก็คงไม่ใช่คนที่จะทำอะไรได้ทันที ลุงให้ความเห็น “ที่รัสเซียคงมีตำรวจเดินไปเดินมามั้ง” ผมนึกถึงกรุงเทพฯ ที่ตำรวจตามท้องถนนก็ไม่ใช่ภาพที่หาดูได้ยากเช่นกัน

“โทรเรียกดับเพลิงเหอะ มีโทรศัพท์มั้ยพ่อหนุ่ม” ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าผมตกใจหรือแค่ประหลาดใจเท่านั้น ว่าตั้งแต่จากจุดที่สัญญาณดังจนถึงตรงนี้กินเวลาเกือบสิบนาทีแล้ว แต่กลับยังไม่มีใครสักคนโทรศัพท์เรียกเจ้าหน้าที่อีกหรือ? ลุงทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วตอบคำถามราวกับอ่านใจผมออก “ไม่มีใครโทรหรอก ที่เห็นหน้านี่ก็ทั้งตึกแล้ว”

ผมหันกลับไปดูคน “ทั้งตึก” ที่ว่า ส่วนหนึ่งกำลังงมที่ตู้เหมือนเดิม อีกส่วนไล่อ่านประกาศต่างๆ คนหนึ่งเพิ่งออกไปวิ่งหาตำรวจอย่างน่าจะสิ้นหวัง ส่วนพี่แขกของผมดูเหมือนจะกลับเข้าห้องไปนอนต่อแล้ว

สังคมที่มีความหนาแน่นของประชากรที่ไม่มีความรู้พื้นฐาน ไม่มีความเข้าใจบริบทง่ายๆ ได้อย่างถูกต้อง และไม่สามารถบริหารสถานการณ์ที่ผิดแปลกไปจากชีวิตประจำวันได้เช่นนี้ แต่ในภาพรวมก็ยังสามารถคงสถานะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ได้นั้น ส่วนสำคัญน่าจะมาจากการวางระบบพื้นฐานทางสังคมที่ดี มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมพอที่จะดูแลคนกลุ่มนี้ได้ไม่ให้เป็นภาระมากเกิน

ระบบพื้นฐานที่มี “ประสิทธิภาพ” หมายความว่า ถ้าเป็นเบอร์ฉุกเฉินก็ต้องสามารถทำให้มีคนรับสายได้ทันทีที่ใครสักคนหมุนหมายเลขนั้น!

“ไฟ หรือ รถพยาบาลครับ” ไม่ต้องทักทายสวัสดี ไม่ต้องเท้าความให้มาเรื่อง ทั้งสองฝั่งของคู่สายนี้ย่อมต้องการแข่งขันกับเวลา

“ไฟครับ” ผมตอบพร้อมถูกโอนสายอย่างรวดเร็ว เมื่อปลายทางที่สองรับสายก็รีบถามที่อยู่ของอาคารทันที เมื่อทราบจุดหมายและรถดับเพลิงถูกส่งออกไปทันทีแล้ว ถึงเริ่มถามถึงระดับสถานการณ์ว่า “สัญญาณดัง มีควัน หรือมีไฟไหม้ให้เห็นครับ”

เสียงหวอดังแว่วๆ มาเกือบจะทันทีที่ผมวางสาย และเพียงสามนาทีเท่านั้น รถดับเพลิงจัดเต็มขบวนก็มาถึงพร้อมเจ้าหน้าที่ห้านาย ทุกคนวิ่งตรวจสอบทั่วทั้งตึกก่อนที่จะปิดสัญญาณและแจ้งพวกเราว่าไม่พบร่องรอยอะไร

คนที่ดูเป็นหัวหน้าทีมที่สุดวิทยุแจ้งศูนย์ “ตรวจสอบทุกห้องแล้วไม่พบอะไร แต่มีสามห้องที่ไม่มีคนอยู่ ขอตรวจสอบอีกขั้นหนึ่ง”

การตรวจสอบอีกขั้นหนึ่ง ประกอบไปด้วยการให้ศูนย์โทรติดตามเจ้าของห้อง การปีนอาคารออกไปทางด้านหลังเพื่อตรวจสอบจากหน้าต่าง การนำอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อนสแกนประตูและผนังห้อง ทั้งผนังด้านนอกที่โถงทางเดินและผ่านทางผนังห้องเพื่อนบ้าน ผมได้เห็นการทำงานอย่างใกล้ชิดเพราะข้างห้องที่ผมอยู่เป็นหนึ่งในสามห้องนั้นด้วย

ปฏิบัติการทั้งหมดเสร็จสิ้นในสิบห้านาที โชคดีที่ไม่มีเรื่องอะไรร้ายแรง รถดับเพลิงจากไปแล้ว ทุกคนแยกย้ายกลับเข้าห้อง

ผมเปลี่ยนเป็นชุดนอนก็จริง แต่ก็เตรียมของมีค่าทุกอย่างใส่เป้รวมกันไว้เผื่อกรณีที่สัญญาณไฟไหม้นั้นเป็นของจริงที่อาจจะยังไม่ปรากฏออกมา แต่ก่อนที่ผมจะกลับไปผจญภัยกับ ฮัน โซโล ต่อนั้น เสียงหวอก็ดังขึ้นหน้าอาคารอีกครั้ง ผมเปิดมู่ลี่ทางหน้าต่างดูสถานการณ์เบื้องล่างถึงพบว่าเป้าหมายของหวอดังกล่าวคืออาคารของเราอีกแล้ว

ครั้งนี้เป็นรถตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่สองนาย หรือเรื่องฉุกเฉินจะยังมีภาคต่อ? หรือห้องที่ไม่มีใครอยู่จะเกิดมีเหตุการณ์อาชญากรรม? หรือนี่คือเรื่องใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุสัญญาณดังเมื่อครู่?

แต่คำถามทั้งหมดก็ได้รับคำตอบคลี่คลายพร้อมกันแทบจะทันที

ที่ป้ารัสเซียคนนั้นออกจากรถตำรวจตามลงมา

.

.

(โพสต์ครั้งแรก: facebook เมื่อ 21 พย 2561)

Advertisements

thriller life (1)

แอ่วเหนือ

.

.

เรื่องนี้ผ่านมาได้สามสัปดาห์แล้ว(ตอนที่เขียนครั้งแรกเมื่อ 17 พย 2561) อาจจะเหมือนไม่สดแต่ก็ถือว่าได้เรียบเรียงความคิดนานขึ้นอีกหน่อย

เช้าวันนั้น ผมเดินทางไปทำงานที่เชียงใหม่ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โชคดีมากที่ไม่มีนักบินที่ไหนมาขอขึ้นเครื่องด้วย เที่ยวบินนั้นเลยออกจากกรุงเทพฯ ตรงเวลาเป๊ะ เป๊ะจนผมไม่มีเวลาเหลือพอกินข้าวต้มมัดเจ้าดังเลย

ทุกอย่างดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น จนกะทั่งเครื่องเริ่มลดระดับลงก่อนถึงที่หมายปลายทาง

ไฟเตือนคาดเข็มขัดทำงานมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นสักพักแล้ว แต่ยังมีคนเดินไปเดินมาอยู่บ้างจนลูกเรือต้องเดินมาขอให้ไปนั่งประจำที่ ผมไม่ได้คิดไปเองแต่ท่าทีเหล่านั้นดูจริงจังกว่าวิสัยปกติ

ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ความจริงถ้าเป็นเที่ยวบินสั้นๆ แบบนี้ผมชอบเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง เพราะเวลาเล่นเกมปัญญาอ่อนในไอแพดจะได้ไม่ต้องเกรงใจภาพลักษณ์หนุ่มหล่อเท่าไหร่นัก

ข้างนอกมืดสนิทผิดความคาดหมาย ผมเพ่งดูถึงเข้าใจว่าเรากำลังผ่านกลุ่มเมฆดำที่ค่อนข้างหนาแน่น เดาเอาว่าเบื้องล่างฝนคงกำลังตกอยู่

ทันใดนั้นฟ้าก็สว่างวาบขึ้น มันไม่ใช่ฟ้าผ่า หรือใช่? แต่มันไม่ได้มีเสียงแผดดังตามมาเหมือนเวลาที่เราประสบพบเห็นจากพื้นเบื้องล่าง หรือเทพเจ้าธอร์แค่สัญจรผ่านไปแบบไม่ได้เล่นใหญ่?

เสียงฟ้าคำรามไม่ได้ดังตามมาก็จริง แต่ที่ตามมาคืออาการตัวเครื่องบินสั่นขึ้นอย่างรุนแรงราวกับพร้อมจะหลุดเป็นชิ้นๆ การสั่นแบบนี้ผมนึกออกอย่างเดียว คือตอนนั่งรถกระบะส่งของที่อายุน่าจะสักสิบกว่าปีและจอดเข้าเกียร์ว่างอยู่

จากนั้นหลุมอากาศอีกสามสี่หลุมติดๆ กันก็กระชากความทรงจำของผมจากท้ายรถกระบะคันนั้นไปหย่อนในรถไฟเหาะที่เคยนั่งครั้งเดียวในชีวิตแล้วไม่เอาอีกแล้ว ต้องยอมรับว่าในทางการโดยสารเครื่องบิน นี่คือประสบการณ์ที่น่ากลัวที่สุดที่เคยพบเจอ

เมื่อจิตของผมเดินทางกลับมาที่ตำแหน่ง 4F อีกครั้ง ผมก็นึกไปถึงอะไรอีกหลายอย่าง

.

.

ผู้ชายคนที่นั่งข้างผมเป็นพ่อของครอบครัวหนึ่ง แม่กับลูกๆ นั่งอยู่แถวข้างๆ กัน ก่อนหน้านั้นเราไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกันนอกจากส่งถาดอาหาร น้ำส้ม และกาแฟให้กัน เบาะตรงกลางระหว่างเราที่ไม่มีคนนั่งถูกแบ่งสัดส่วนเป็นที่วางพาวเวอร์แบงค์คนละเครื่อง

เขาเปรยขึ้นมาว่า “เครื่องจะลงได้มั้ยเนี่ย” ผมไม่แน่ใจว่าเขาอยากเริ่มปฏิสัมพันธ์ตอนนี้หรือเพียงแค่พูดกับตัวเอง แต่มันก็ทำให้ผมตัดสินใจเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเข้ากระเป๋า ก่อนเวลาที่ลูกเรือประกาศเตือนเพียงแค่อึดใจ

“ขอให้ผู้โดยสารนั่งประจำที รัดเข็มขัด เก็บสัมภาระ…”

ความจริงประโยคชุดนี้ ผมไม่เคยตั้งใจฟังมาก่อนเลย เพราะคาดเดาได้ว่าเขาจะพูดอะไรบ้าง แต่ครั้งนี้ผมตั้งใจฟัง เผื่อจะมีข้อความอะไรเพิ่มขึ้นมา ซึ่งก็เป็นไปตามคาด

“กัปตันมิเชลแจ้งว่าขณะนี้มีพายุฝนค่อนข้างหนักเหนือสนามบินเชียงใหม่…” ผมสะดุดใจที่ชื่อของกัปตันที่ไม่ใช่คนไทย หรืออาจจะเป็นคนไทยชื่อฝรั่ง?

ผมมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เราลดระดับลงมามากจนเห็นยอดตึกรำไรเบื้องล่างแล้ว แต่ฟ้ายังมืดทะมึนเหมือนเดิม สลับกับแสงของสายฟ้าฟาดเป็นระยะ คราวนี้เราเริ่มได้ยินเสียงฟ้าผ่าบ้างแล้ว

เครื่องลดระดับลงมาเรื่อยๆ แต่เราทุกคนบนเครื่องยังนั่งหน้าลุ้น เพราะมันห่างไกลกับคำว่าราบรื่นมาก เครื่องทั้งสั่นเป็นเจ้าเข้า ทั้งเสียงดังฝืนๆ ทั้งมองข้างนอกไม่เห็นอะไรสวยงามเลย ประสาทสัมผัสทุกทางของเรารับแต่สิ่งเร้าด้านลบเข้าไปกระตุ้นจนถึงจิตใต้สำนึก

ทันใดนั้นเสียงเร่งเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มมากขึ้น จากเครื่องที่กำลังค่อยๆ ลดระดับลงกลายเป็นเชิดหัวขึ้นเทคออฟอีกครั้ง อึดใจต่อมากัปตันก็นำเครื่องกลับขึ้นไปบินวนเหนือเมฆอีกครั้ง ทุกคนเหมือนมีเครื่องหมายคำถามบนหน้า

ไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่งกัปตันส่งเสียงตามสายมา “เนื่องจากทัศนวิสัยแย่มาก และสถาพอากาศอาจเป็นอันตรายต่อการนำเครื่องลง…”

ความจริงกัปตันเลือกใช้คำภาษาอังกฤษค่อนข้างกลางๆ กว่านี้ แต่เมื่อหัวหน้าลูกเรือแปล “not really clear” เป็น “แย่มาก” หรือแปล “not in a good condition” เป็น “อันตราย” ความตื่นตระหนกก็บังเกิดเป็นธรรมดา และสถานการณ์ยิ่งแย่ลงเมื่อเครื่องยังไม่สามารถลงได้สำเร็จ

รอบที่สอง

รอบที่สาม

ช่วงเวลาแห่งการขึ้นและลงราว 45 นาที ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่บนเรือไวกิ้งจริงๆ คือ ความน่ากลัวถูกผลิตซ้ำๆ ด้วยท่าเดิมๆ เราไม่มีทีท่าว่าจะลงได้ง่ายๆ และพายุฝนก็ทำท่าจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ เช่นกัน

แต่สิ่งที่ดูจะผ่านพ้นไปยากที่สุดคือบรรยากาศภายในห้องโดยสาร

หลังจากความพยายามสี่ครั้ง ภาพที่เห็นบนเครื่องตอนนี้มันเหมือนกับถอดมาจากฉากในหนังหายนะทางเครื่องบินไม่มีผิด ผมไม่แน่ใจว่าหนังทำได้เหมือนจริง หรือเป็นเพราะเรามีปฏิกิริยาตามแบบหนังที่เคยดูมากันแน่ เพราะว่าทุกคนดูแบ่งบทบาทหน้าที่กันลงตัว ลงตัวจนผมคิดว่ามันเซอร์เรียลมากๆ

มีคนที่เริ่มสวดมนต์จริงจัง (มีคนเริ่มและมีคนตาม!)

มีเสียงเด็กร้องไห้จ้า

มีคนที่เริ่มบ่นพึมพัมกับตัวเอง

มีคนร้องเพลงปลอบขวัญ

ผู้ชายที่นั่งข้างๆ ผมพูดอธิบายลูกชายเรื่องว่าทำไมเครื่องถึงลงไม่ได้

ส่วนหลายเสียงที่แว่วมา เห็นได้ชัดว่าล้วนเป็นกูรูเรื่องเครื่องบินตัวจริง

โดยรวมๆ แล้วคนส่วนใหญ่เริ่มหวาดกลัว แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เริ่มมีปฏิกิริยาที่ถือได้ว่า “คงไว้ซึ่งความเป็นไทย”

มีทั้งคนที่พยายามจะใช้โทรศัพท์ ทั้งคนที่โวยวายเสียงดังว่ามีนัดที่ต้องรีบไป หลายคนยังไม่ทันที่ลูกเรือจะอธิบายสถานการณ์ต่างๆ จบ ก็สวนว่าเขาเคยเจอกี่ครั้งกัปตันก็เอาเครื่องลงได้ทุกที มีทั้งคนที่ต่อว่าลูกเรือราวกับเขาเป็นคนตัดสินใจทั้งหมด มีทั้งคนที่ลุกออกจากที่นั่งเพื่อหาเสื้อชูชีพใส่ กระทั่งมีชายคนหนึ่งที่แสดงความต้องการขอเงินค่าตั๋วคืน!!

เรียกว่าตะลุมบอนเป็นอย่างมาก

แต่ที่สุดของที่สุดต้องยกให้ชายคนหนึ่ง(ลุง) ที่ลุกขึ้นจะไปช่วยกัปตันเอาเครื่องลง ลำบากคนที่อยู่ใกล้ๆ ต้องช่วยกันลากกลับเข้าที่ (บอกแล้วว่าดูหนังมา!)

ผมเองตอนแรกก็เริ่มวิตกนิดๆ แต่ก็ค่อนข้างใจชื้นมามาก เมื่อเห็นสีหน้าลูกเรือทั้งสี่คนว่าไม่ได้ไปในทิศทางแง่ลบแต่อย่างใด เข้าใจว่าสถานการณ์ดินฟ้าอากาศน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่แปลกอะไร

เอาจริงๆ สีหน้าทุกคนก็มาเริ่มจะมาติดลบสุดๆ ก็ตอนที่ต้องจัดการผู้โดยสารป่วงๆ นั่นแหละ

ในตอนหนึ่ง ผมหันไปมองหน้าเพื่อนบ้าน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเราต่างรู้สึกโชคดีที่ในสถานการณ์เช่นนี้ได้นั่งใกล้กับคนที่มีสติพอๆ กัน

ผมมองออกไปนอกหน้าต่างขณะที่กัปตันนำเครื่องลงครั้งที่ห้า แปลกใจเหมือนกันที่แม้จะมีช่วงขณะจิตหนึ่งที่เผื่อความเป็นไปได้ว่าวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตก็ได้เช่นกัน แต่ผมก็ไม่ได้มีความคิดไปทางเดียวกับที่คำคมสอนชีวิตชอบพูดกระตุ้นทั้งหลายเลย ทั้งเรื่องที่ว่าชีวิตยังไม่ได้ทำอะไรอีกบ้าง หรือยังมีหลายสถานที่ที่ไม่เคยไป หรือเสียดายความฝันที่ยังไม่ได้ลงมือทำ เอาเข้าจริงผมไม่ได้นึกถึงเรื่องเหล่านั้นด้วยซ้ำ

เพราะเมื่อเวลานั้นของชีวิตมาถึงจริงๆ ผมกลับคิดแค่ว่าตัวมิ้นกับแมวจะอยู่อย่างไร ได้เงินประกันชีวิตมากพอไหม ผมนึกถึงพ่อแม่แล้วก็น้องสาวสองคน หน้าบุคคลเหล่านี้ลอยเข้ามาเองอย่างอัตโนมัติ

น้ำเน่าแต่จริง!

แต่นั่นก็เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น ผมยังไม่ทันได้ดราม่าเรื่องเหล่านี้ในความคิดมากเท่าไหร่ เสียงเด็กชายวัยราวหกเจ็ดขวบของเพื่อนร่วมทางคนเดิมก็แทรกเข้ามาตอนนั้นเสียก่อน

“ถึงแล้วไปหาหลินปิงก่อนเลยนะครับ”

.

.

.

.

.

.

หมายเหตุ

หลังจากความพยายามห้าครั้ง กัปตัน(ที่มาทราบภายหลังว่าเป็นชาวฮ่องกง) ก็ตัดสินใจนำเครื่องบินไปลงที่เชียงรายแทน เนื่องจากน้ำมันจะหมดเสียก่อน ไม่สามารถวัดดวงแบบนี้ต่อไปได้ เมื่อเติมน้ำมันเสร็จเราก็กลับขึ้นเครื่องกันอีกครั้ง คราวนี้เครื่องสามารถลงที่สนามบินเชียงใหม่ได้ในครั้งเดียว อากาศแจ่มใจ ฟ้าโปร่ง ไม่มีร่องรอยของความน่ากลัวเหลืออีกเลย

.

.

พัก(รีบ)ร้อน?

.

.

ก่อนหน้าที่ airbnb จะกลายเป็นหัวหอกที่เป็น reference สำคัญของโลกยุคเศรษฐกิจแบ่งปันเช่นทุกวันนี้ ประเทศฝรั่งเศสมี platform คล้ายๆ กันมานานนับยี่สิบปีแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยมี webboard ใหม่ๆ พื้นที่ง่ายๆ ของมันถูกใช้เป็นที่พบปะกันระหว่างผู้ที่มีห้องหรือบ้านพักตากอากาศให้เช่า กับผู้ที่แสวงหาที่พักวันหยุดที่เป็นบ้านดีๆ มีความออริจินัลหรือมีคาแร็คเตอร์ของคนท้องถิ่นเจือปน

เกร็ดเล็กน้อยก่อนจะไปต่อ คนฝรั่งเศสใช้ชีวิตอิงตามฤดูกาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการกิน การแต่งกาย กิจกรรมที่ทำ รวมไปถึงวิธีการใช้วันหยุด ดังนั้น ครอบครัวฝรั่งเศสส่วนใหญ่จึงมักจะมีบ้านพักที่สองหรือที่สาม ที่บ้านเรานิยมเรียกว่าบ้านตากอากาศ แม้แต่ครอบครัวฐานะปานกลางก็อาจจะมีอพาร์ทเมนท์หรือบ้านหลังเล็กๆ ของครอบครัวตามหมู่บ้านชนบทหรือชายฝั่งทะเลที่พวกเขาจะไปอยู่ในฤดูกาลที่อากาศดีๆ และเช่นกันที่จะมีห้องหรือกระท่อมอีกแห่งหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านบนเทือกเขา สำหรับวันหยุดหน้าหนาวเพื่อไปเล่นสกีกัน

และในช่วงระหว่างที่พวกเขาไม่ได้ไปพักก็จะปล่อยให้คนเช่า ซึ่งทางฝั่งอุปทานถ้ามีจำนวนมากขนาดนี้ย่อมผลักดันให้เกิดมีการพัฒนาตลาดขึ้นมารองรับ สร้างความต้องการจากฝั่งอุปสงค์ขึ้นมาตามธรรมชาติ วิถีสังคมเช่นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง “เศรษฐกิจแบ่งปัน” ตั้งแต่ก่อนที่โลกจะคุ้นชินกับคำคำนี้เสียอีก

กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ เว็บบอร์ดเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มันกลายมาเป็นเว็บไซต์ต่างๆ เช่น homelidays, homeaway, abritel ซึ่งต่อมาก็ควบรวมกัน (หรืออาจจะเป็นเจ้าเดียวกันอยู่แล้วก็ตาม ผมไม่ได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม) ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสใช้บริการนับสิบครั้งสมัยเรียนและทำงานอยู่ที่นั่น

คนฝรั่งเศสมีความเรื่องมาก เรื่องเยอะ และจุกจิกอยู่ในยีน ผมคิดว่าความสามารถทางศิลปะ ความลึกล้ำทางจินตนาการ และการที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง น่าจะล้วนแล้วแต่มาจากยีนตัวเดียวกันนี่แหละ ดังนั้น การที่จะปล่อยบ้านตัวเองให้คนอื่นมาเช่าอยู่จึงไม่ใช่เรื่องที่ “อะไรก็ได้”

ผมจำได้ดีว่าทุกครั้งที่จะได้เช่าบ้านใครสักคน แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แค่ช่วงสุดสัปดาห์เดียวก็ตาม เราต้องผ่านกระบวนการคัดกรองเสียก่อน ไม่ว่าจะมีคู่แข่งหรือมีเราเพียงเจ้าเดียว ผมต้องโทรศัพท์ไปพูดคุยกัน มีการสัมภาษณ์ มีการเซ็นสัญญาจริงจัง(ที่ไม่ใช่แค่การคลิ๊กตกลงง่ายๆ ในเว็บไซต์) มีครั้งหนึ่งผมถึงกับต้องเขียนจดหมายที่เรียกว่า “lettre de motivation” ที่น่าจะแปลง่ายๆ ได้ว่า จดหมายแสดงเจตจำนงว่าทำไมเราถึงจะมาเช่าบ้านของเขาอยู่ เรียกว่าเป็นจริงเป็นจังราวกับสมัครเข้ามหาวิทยาลัยเลยทีเดียว

ตอนที่ airbnb ก้าวเข้าสู่มาตรฐานที่ผู้ใช้จากทั้งสองฝั่งมีความเชื่อมั่นในระบบมากพอ สิ่งที่ตลาดทุนนิยมเชื่อว่าเป็น “ต้นทุน” ที่สามารถลดลงได้ เช่น ระยะเวลาที่ใช้พูดคุย ขั้นตอนเรื่องเอกสาร วิธีการชำระเงิน ล้วนแต่ถูกทำให้ง่ายขึ้น ลดทอนลงมากขึ้น เพียงไม่กี่คลิ๊กบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือ เราก็สามารถทำธุรกรรมให้เสร็จสิ้นได้ เราสามารถไปเที่ยวที่ต่างๆ ทั่วโลกโดยเลือกพักบ้านหรือห้องส่วนตัวของผู้คนมากมาย โดยไม่จำเป็นต้องระแวงว่าจะถูกโกงหรือไม่ หรือ กลัวว่าที่พักจะ “ตรงปก” หรือไม่ เพราะเราสามารถพิจารณาได้เองตั้งแต่แรกจากระบบประเมิน บรรดาความเห็นของผู้ที่เคยใช้บริการมาก่อน และชื่อเสียงในมาตรฐานของตัว airbnb เอง

ในลักษณะเดียวกับที่ booking เคยทำได้กับเรื่องการจองโรงแรมมาแล้ว

ครั้งสุดท้ายที่ผมจองบ้านพักตากอากาศในฝรั่งเศส คือ เมื่อราว 6-7 ปีมาแล้ว ช่วงเวลาจากนั้นมา “เศรษฐกิจแบ่งปัน” ได้กลายมาเป็นเสาหลักหนึ่งแห่งการพัฒนาในโลกนี้ แม้ชื่อจะบอกว่าแบ่งปันและดูเหมือนว่าจะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ทุกคนยังคงมุ่งสู่มาตรฐาน “กำไรสูงสุด” เช่นเดียวกัน คือ ลดต้นทุน ลดจำนวนการพบปะ ลดเวลาที่ใช้ ลดความเสี่ยงจากการที่มีข้อมูลไม่เท่ากัน หรือรวมๆ อาจจะเรียกว่า ลด “transaction cost” ลงไปมากมาย มาครั้งนี้ผมก็คาดเอาไว้ว่าการหาบ้านเช่าคงจะง่ายขึ้น เพราะเจ้าของบ้านคงเข้า airbnb กันจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าเอาเข้าจริงๆ กลับเป็นตรงกันข้าม คือ ข้อเสนอในระบบ airbnb ยังมีน้อยมาก และในที่สุดผมต้องไปพึ่ง platform แบบเดิมๆ ผ่านระบบคัดกรองแบบเดิมๆ และมีการสัมภาษณ์เช่นเดิม!

จะว่าคนฝรั่งเศสด้อยพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีก็น่าจะถูกเพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งน่าจะมาจาก mindset ของคนฝรั่งเศสที่ยังคงเชื่อมั่นกับการพบเจอหรือพูดคุยกันในโลกจริง มากกว่าจะสนใจโพรไฟล์ใดๆ ก็ตามในโลกไซเบอร์ ซึ่งอย่างหลังเป็นคุณลักษณะเด่นจากฟากทุนนิยมอเมริกัน

คนฝรั่งเศสอาจจะมองว่าการลดต้นทุน transaction ในระบบตลาดในแง่มาตรวัดที่เป็นตัวเลขหรือตัวเงินอาจจะดี หากมันไม่ต้องแลกกับการลดความสัมพันธ์ฉันมนุษย์ลงไปด้วย ทุกวันนี้เราพบปะคนแปลกหน้าน้อยลง อย่างที่ประเทศไทยเราขึ้นทางด่วนก็ใช้ easy pass ซื้อของจากตู้อัตโนมัติก็มีเยอะขึ้น เช็คอินต่างๆ ออนไลน์ได้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินหรือโรงแรม ช้อปปิ้งก็ทำกันออนไลน์มากขึ้นมาก วิถีเหล่านี้ล้วนลดทอนความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์โดยไม่รู้ตัว พอต้องเข้าสังคมเข้าจริงๆ หลายคนก็เลยแสดงออกหรือใช้คำพูดผิดที่ผิดทางกันไปหมด เกิดเป็นสังคมดราม่าอยู่แทบทุกวันโดยไม่จำเป็น

หลังจากผ่านประสบการณ์ที่เห็นความมีประสิทธิภาพแบบ “humanless” เต็มรูปแบบมาแล้วจากการหาที่พักผ่าน airbnb ที่ลอนดอนที่ผมพูดถึงในโพสต์ก่อน (https://nitiwats.wordpress.com/2018/09/11/london-4-0/) การหาที่พักที่ฝรั่งเศสคราวนี้ได้วางสเกลน้ำหนักลงที่ตราชั่งฝั่ง “human” ให้เกิดความสมดุลมากขึ้นในความคิดของผม การคุยกับเจ้าของบ้านที่เป็นไปอย่างเรียบง่ายและดูเหมือนไม่มีอะไรสำคัญในโลก แต่เมื่อผมฟังเขาพูดถึงบ้านตัวเองในลักษณะที่ภูมิใจนำเสนอ เล่าเรื่องลูกๆ แทรกให้ฟัง เล่าเรื่องการไปเล่นสกีและสภาพอากาศเมื่อปีก่อน แถมตอนท้ายยังคุยเรื่องประเทศไทยที่เขาเคยมาแล้วสองครั้ง ส่วนข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับบ้านพักหรือตำแหน่งแห่งหนที่ผมมีเกี่ยวกับหมู่บ้านก็ถูกคลี่คลายลง การสนทนากันเช่นนี้ทำให้ผมนึกไปถึงเวลาที่เราไปซื้อขนมปังแล้วคุยกับคนขายเป็นวรรคเป็นเวร นึกไปถึงการคุยกับแม่บ้านทำความสะอาดที่สำนักงาน นึกไปถึงบทสนทนากับคนขับแท็กซี่ นึกไปถึงการติดต่อราชการที่คุยไปเรื่อยสักเจ็ดในสิบส่วน นึกไปถึงเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์หรือแม่ค้าในตลาดที่ไม่เคยพลาดที่จะคุยทักทายทุกครั้ง นึกไปถึงอีกหลายวาระที่การติดต่อกันกับผู้คนมีมิติมากกว่าความพยายามในการลด “ต้นทุนแห่งการปฏิสัมพันธ์” ให้มากที่สุดแบบที่กระแสหลักทางเศรษฐกิจพยายามนำเสนอและเปลี่ยนโลกไปในทิศทางนั้น แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นในเรื่องของประสิทธิภาพและผลงาน เพียงแต่ในบางสถานการณ์ ผมยังเห็นด้วยกับคนฝรั่งเศสว่าความสัมพันธ์เชิงมนุษย์นั้นยังไม่ต้องรีบร้อนลดลงให้มากเกินไปนัก

โดยเฉพาะในโลกที่ผมคิดว่าหมุนเร็วเกินจำเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้..

london 4.0

.

.

ผมพูดให้ทุกคนฟังเสมอว่าชอบลอนดอนมากกว่าปารีส ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง

หนึ่งในนั้นคือความสามารถของเมืองในการปรับตัว เปลี่ยนแปลง ให้เข้ากับความหลากหลายทางระดับเศรษฐกิจของผู้คน ความแตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม และความก้าวล้ำเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ทั้งๆ ที่เป็นเมืองใหญ่ด้วยกัน แต่ปารีส หรือกรุงเทพฯ กลับไม่มีความสามารถเหล่านั้นเลย

ปารีสยังคงปรับตัวช้า สั่งสมปัญหา และขาดการจัดการที่ดี

ในขณะที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองที่หนักอึ้ง วุ่นวาย และไร้ทิศทางเหมือนเดิม

ผมกลับไปลอนดอนอีกครั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากครั้งก่อนเพียง 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งเวลาเพียงแค่ครึ่งปีลอนดอนสามารถฉายภาพความเปลี่ยนแปลงพัฒนาได้อย่างน่าทึ่ง เอาเฉพาะเรื่องความก้าวทันเทคโนโลยีเรื่องเดียวผมก็ตื่นตาตื่นใจหลายๆ เรื่อง ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เป็นเพียงแค่การมีเทคโนโลยีเหล่านั้น “วางขาย” อยู่ในตลาดเท่านั้น แต่เป็นวิถีชีวิตของคนทั่วไปที่มีการผนวกเอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปใช้อย่างกลมกลืน เป็นธรรมชาติ และในมิติมุมมองที่… สำหรับคนที่มาจากสังคมด้อยพัฒนาทางเรื่องการประยุกต์ใช้อย่างผม ต้องจดบันทึกไว้ด้วยความสนใจ

.

.

(1)

ผมใช้บริการ airbnb น่าจะเกินยี่สิบครั้งแล้ว ครั้งนี้มาทำงานที่ลอนดอน ผมเลือกพักที่เดิมเพราะประทับใจตอนที่มาคราวก่อน

เจ็ดเดือนผ่านไป ห้องเก่า ของใหม่ หลายอย่างถูกซ่อมแซมให้ดีขึ้น บางอย่างจากที่เคยดีก็มีชำรุดบ้าง เป็นธรรมชาติของสิ่งของที่ต้องถูกใช้ทุกวัน เหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดเดาได้

แต่ในบรรดาความเปลี่ยนแปลงตามครรลองของระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีนี้ ระบบการจัดการของ airbnb กลับเป็นสิ่งที่เกินคาด และนับว่าสะดุดความคิดมากที่สุด

ตั้งแต่ป้ายโฆษณาแรกๆ ที่เราจะเห็นในรถไฟใต้ดิน ระบุว่าหากเรามีห้องพักที่อยากนำเข้าสู่ระบบ airbnb เขาสามารถจัดการให้พร้อมรับลูกค้าได้ภายในครึ่งวัน โดยเขาดูแลบัญชีให้ จัดคนทำความสะอาดให้ ถ่ายรูปลงเว็บให้ เรียกว่ามีทีมงานที่จัดการให้หมดทุกอย่าง

สมกับแคมเปญโฆษณา ready to move out!

ผมจำได้ว่าในยุคแรกๆ เจ้าของห้องพักมักจะมาต้อนรับด้วยตนเอง แนะนำห้อง แนะน้ำพื้นที่ ข้อเสียคือบางครั้งนัดหมายไม่เข้าใจ หลายครั้งฝ่ายหนึ่งต้องรอ และส่วนใหญ่ต้องมีการวางมัดจำ

ต่อมาพัฒนาขึ้น มีการจ้างคนดูแล คอยรับแขกเช็คเข้าเช็คออกแทนเจ้าของห้อง มีการใช้บัตรเครดิตในการมัดจำ ทุกอย่างดูสอดรับกับโลกสมัยใหม่ที่ human touch กลายเป็นต้นทุนที่สูงเกินไป

เจ้าของห้องหลายคนไปไกลกว่านั้น ผมเคยเจอที่ต้องกดรหัสเปิดตู้เซฟเล็กๆ ที่ติดไว้หน้าบ้าน เอากุญแจไขห้องเช็คอินเองเสียเลย หลายเจ้าก็ไม่เก็บมัดจำเพราะเชื่อในระบบของ airbnb ว่าจะตามรอยหาคนกันได้ไม่ยาก

ระบบที่ลอนดอนครั้งนี้ คือ ผมไปเบิกกุญแจจากร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ๆ โดยแจ้งชื่อกับรหัสที่เจ้าของห้องให้มา เพื่อยืนยันตัวตน ตอนที่เห็นขนาดและจำนวนช่องของกล่องกุญแจที่ถูกยกขึ้นมาตั้งบนเคาน์เตอร์เพื่อไล่หมายเลขดูนั้น ผมถึงพบว่าเส้นทางของ sharing economic บัดนี้ได้ทอดยาวจากจุดเริ่มต้นมาไกลมาก

ไกลเกินกว่าที่… ถ้าหากจะเรียกประเทศไทยว่า “ตกขบวน” ทางเศรษฐกิจโลก ก็อาจจะเป็นการให้เกียรติกันมากเกินไป

.

.

(2)

ผมเล่นบอร์ดเกมมาราวๆ 5-6 ปีแล้ว แต่ก็ยังจัดตัวเองว่าเป็นนักสะสมบอร์ดเกมมือใหม่คนหนึ่งเท่านั้น

เกมล่าสุดที่ผมตัดสินใจซื้อที่ลอนดอนมีเรื่องราวที่น่าสนใจเล่าให้ฟังด้วย

คนออกแบบเกมเป็นชาวสวีเดนคู่หนึ่งที่ไม่มีทุนใหญ่โตพอที่จะผลิตขายเอง และไม่อยากแค่เอาไอเดียไปขายบริษัทผลิตเกมทั่วไปเพราะบริษัทเหล่านั้นยังไม่ผูกพันตัวเองเข้ากับปรัชญาเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติมากพอในสายตาของเขา(อุดมคติโคตรจะสวีเดน)

ทางออกของคู่นี้คือ kickstarter ซึ่งผมก็เพิ่งรู้จักครั้งแรกจากคนขายที่ร้านเกมเล่าให้ฟังนี่เอง

kickstarter เป็นโมเดลของการระดมทุนจากทั่วโลกเพื่อทำให้โปรเจ็กท์อะไรก็ได้ของคนที่มานำเสนอเป็นจริง หากเราอยากสร้างสรรอะไรแต่ไม่มีเงินทุนเราก็เสนอโครงการพร้อมกำหนดเป้าหมายต้นทุน อธิบายการดำเนินการ โปรโมทงานว่าดีกับโลกนี้อย่างไร ทำไมคนถึงจะอยากร่วมลงทุน เมื่อถึงกำหนดเวลาถ้าได้เงินครบตามเป้าระบบถึงหักบัตรเครดิตของผู้บริจาค หากไม่ได้ตามเป้าก็ไม่ต้องเสียเงินอะไร นับว่ายุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย รวมทั้งตัว kickstarter เองด้วย

แน่นอนว่าชาวบอร์ดเกมเมื่อได้เข้าไปลองเล่นเกมเวอร์ชัน prototype แล้วพบว่ามันเยี่ยมมาก ก็คงอดไม่ได้ที่จะอยากให้โครงการนี้เป็นจริง นอกจากจะได้เงินทุนแล้ว คนออกแบบเกมยังได้รับทราบเสียงตอบรับจากสังคมที่ “จริง” อย่างยิ่งอีกด้วย

zoomaka ในที่สุดได้วางตลาดเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง เป็นเวอร์ชันที่สองผู้ออกแบบได้ปรับปรุงกฏและกลไกบางอย่าง หลังจากที่มีเซียนเกมผู้บริจาคหลายคนได้หลังไมค์มาพูดคุยแนะนำกัน

ในขณะที่บ้านเรา คนที่มีความคิดสร้างสรรซึ่งก็มีน้อยอยู่แล้วจากระบบการศึกษาและสังคมที่ไม่เอื้อให้คนคิด ยังถูกจำกัดการเข้าถึงทรัพยากร ยังถูกกีดกันด้วยกฏหมายที่ถ้าไม่คับแคบในตัวเอง ก็ถูกตีความด้วยคนที่มีอำนาจแต่ใจแคบหรือปัญญาที่คับแคบกว่า เช่น กรณีคนที่ทำคราฟต์เบียร์เองได้แต่ถูกจับ หรือ ชาวบ้านคิดระบบสหกรณ์ขึ้นมาเองได้ก็ถูกจับ หรือ มีคนทำหนังสือทำมือขายเองก็ถูกจับ

หรือ มีคนที่เห็นเราเล่นบอร์ดเกมกันแล้วตำหนิว่า “โตป่านนี้ยังเล่นเกมกันอยู่อีก…”

.

.

(3)

วันนั้นเป็นวันสุดท้ายในลอนดอน หลังจากเช็คเอาท์จากที่พักมาตั้งแต่ 11 โมง ผมก็พบว่าหากจะไปไหนมาไหนพร้อมกระเป๋าใหญ่ไม่น่าจะสะดวก จึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังจุดรับฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟ Paddington เป็นที่แรก

เมนูการให้บริการทำไว้เข้าใจง่ายมาก เขารับฝากกระเป๋าไม่เกี่ยงขนาด ราคาต่อชิ้นถ้าฝากไว้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง คิด 7.50 ปอนด์ จากนั้นราคาก็ขยับเพิ่มไปตามระยะเวลาที่ต้องการฝาก

คิวก่อนหน้าผมเป็นครอบครัวอเมริกัน พ่อ แม่ และลูกวัยทีนต้นๆ สองคน

“ของเราใบแค่เนี้ย ก็ 7.50 เหรอ?” คนพ่อถามทั้งๆ ที่อ่านป้ายเข้าใจไปแล้ว “ใบเล็กสองใบขนาดเท่ากับใบใหญ่ใบเดียวเองนะ”

พนักงานหนุ่มน้อยตอบกลับ “ใช่ครับ ไม่เกี่ยวกับขนาด ใบเล็กใบใหญ่ค่าบริการเท่ากันหมด”

ลูกค้ามองกระเป๋าเคบินไซส์สองใบกับแบ็คแพ็คอีกหนึ่งของตัวเอง ถามต่อ “ถ้าผมฝากกระเป๋าใบนี้” ชี้ไปที่กระเป๋าสะพายส่วนตัวของแฟน ที่ดูแล้วไม่ใช่ชิ้นที่ตั้งใจจะฝากแน่ “ก็ราคาเท่ากันงั้นสิ? ทั้งๆ ที่แทบจะไม่ได้กินที่คุณเลย”

ผมไม่เก่งพอจะอ่านอารมณ์จากน้ำเสียง แต่สำหรับสีหน้าก็พอบอกได้ว่าเจือความหัวเสฯ นิดๆ

“ใช่ครับ เท่ากัน ยังไงคุณลองปรึกษากันดู ยังไงขอให้คนข้างหลังทำก่อนได้มั้ยครับ” พนักงานวัยนักศึกษาฝึกงานแต่พูดจาหนักแน่นส่งสัญญาณให้ผม

ผมลากกระเป๋าตัวเองเข้าเครื่องสแกน ทำเอกสารและรับใบรับกระเป๋า เสร็จขั้นตอนในเวลาประมาณ 2 นาที นับว่ามีประสิทธิภาพมากสำหรับออฟฟิศที่มีพนักงานประจำอยู่แค่คนเดียว

ผมใช้เวลาอีกครู่หนึ่งสำหรับนั่งเก็บของในเป้และจัดแจงตัวเองก่อนออกจากที่นั่น ได้ทันเห็นบทสรุปของลูกค้าผู้มีปัญหาพอดี

“ผมคิดว่าไม่คุ้ม คุณเล่นเอาเปรียบกันแบบนี้” ชายผู้ทำหน้าที่เจรจาเข้าแจ้งที่เคาน์เตอร์ ในขณะที่แม่และลูกๆ ลากกระเป๋าออกไปแล้ว ถึงแม้ใบจะไม่ใหญ่มาก แต่ผมคิดว่าชีวิตของพ่อแม่คู่นี้ที่ต้องหอบ “ภาระ” ทั้งหมดนั่นขึ้นลงรถไฟใต้ดินสักครึ่งวันคงไม่ต่างกับฝันร้ายแน่

เสียงสำเนียงอังกฤษวัยรุ่นแทรกความคิดเข้ามา

“อย่างที่บอกเลย แล้วแต่การตัดสินใจของคุณครับ ส่วนเรื่องคุ้มไม่คุ้มผมขออธิบายนิดนึง เราดูเหมือนรับฝากกระเป๋าก็จริงแต่บริการเราไม่ใช่ตรงนั้น แต่เราขายความสะดวกสบาย คล่องตัว ไร้กังวลไปสักสามชั่วโมง หรือคุณต้องการนานกว่านั้นก็ตามแต่ จึงไม่เกี่ยวกับว่าชิ้นจะใหญ่หรือจะเล็กครับ”

เมื่อเห็นลูกค้ายังฟังและพิจารณาอยู่ เขาจึงพูดต่อ “เราอาจจะเห็นว่าใบนี้ใหญ่ใบนั้นเล็กแต่ว่าขนาดและน้ำหนักที่แท้จริงในใจของแต่ละคนมันอาจไม่เป็นอย่างนั้น แล้วแต่คนแล้วแต่กรณีครับ แน่นอนว่าเราอยากเก็บค่าฝากตามขนาดในใจที่ว่า แต่วัดไม่ได้ทำไม่ได้ก็เลยเก็บราคาเดียว แต่ก็แล้วแต่คุณนะ”

เป็นคำอธิบายที่ฟังเสร็จแล้วผมถึงกับต้องรื้อเป้ออกมาใหม่เพื่อหาอะไรจดบันทึกเอาไว้ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินประโยค “ขนาดและน้ำหนักที่แท้จริงในใจ” ถ้าน้องคนนี้ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มา ก็ถือว่าเข้าใจหลักคิดพื้นฐานของวิชานี้อย่างดียิ่ง

ซึ่งก็จริงของเขา สำหรับบางคนกระเป๋าชิ้นใหญ่แค่ไหนก็อาจไม่คิดว่าเป็นภาระเมื่อเทียบกับเงินประมาณสามร้อยกว่าบาท แต่สำหรับหลายๆ คน ถึงราคามากกว่านี้ก็อาจจะยอมจ่ายเพียงเพื่อกำจัดถุงสักถุงที่ต้องถือไปมาทั้งวัน

ผมเดินจากออกมาด้วยความทึ่งหลายอย่าง คือนอกจากความมีประสิทธิภาพในการให้บริการโดยทั่วไปแล้ว ผมยังต้องทึ่งในวิธีการรับมือลูกค้า ที่มีมิติแห่งการโต้ตอบมากกว่าการพูดซำ้ๆ เป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า “กฏเป็นอย่างนั้น” “ระเบียบเป็นอย่างนี้” แบบที่เราคุ้นเคยที่เมืองไทยมานาน

น่าทึ่งที่ว่าแม้แต่พนักงานระดับล่างที่สุดของธุรกิจก็ยังสามารถเข้าใจปรัชญาที่แท้จริงของงานที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ได้ดี

และทั้งหมดนี้ สิ่งที่ผมทึ่งที่สุดก็คือสถานที่ที่ดูไม่มีอะไรเท่าไหร่นี้ก็ยังอุตส่าห์มีบทเรียนเรื่องความห่างชั้นทางคุณภาพของการฝึกฝนคนในสังคมให้เปรียบเทียบกับบ้านเราได้อีก

และแน่นอนที่เมื่อผมเดินจากออกมาจากที่นั่น ครอบครัวอเมริกันเจ้าปัญญาก็เดินสวนกลับเข้าไปอีกครั้ง

.

.

before the wealth

.

.

ในการเรียนเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก หนังสือชื่อว่า “The Wealth of Nations” ของ Adam Smith จัดเป็นตำราอ้างอิงระดับคำภีร์ไบเบิลของสาขาวิชา เพราะมันเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของแนวคิดเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสะสมความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจหนึ่งๆ

ตำราเล่มนี้เสมือนเป็นตาน้ำเล็กๆ ที่ให้กำเนิดสายธารทางความคิด โดยระหว่างทางก็ได้มีนักคิดอีกหลายต่อหลายคนช่วยกันพัฒนาทฤษฎี แบบจำลอง การเก็บสถิติ และสร้างสรรความคิดใหม่ๆ ที่เข้ากับยุคสมัยของตนมากกว่าเดิม มีการส่งเสริมตรงนั้น แก้ไขตรงนี้ จนสายน้ำทางเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่นในตลาดทุนนิยมเสรีเติบโตกว้างขวางขึ้นกลายเป็น “กระแสหลัก” อย่างเช่นทุกวันนี้

ปรากฏการณ์โลกาภิวัฒน์เปรียบเสมือนปากน้ำที่ส่งเรือทุกลำที่แล่นอยู่บนแม่น้ำทุนนิยมสายนี้ลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เรือหลายลำเมื่อออกสู่ทะเลใหญ่ก็เหมือนติดปีก แต่อีกมากก็ล่มจมลง บ้างก็สามารถเผชิญมรสุมอันเชี่ยวกราก บ้างก็ดูแข็งแกร่งน่าเกรงขามแต่บอบบางจนแค่เฉี่ยวโดนโขดน้ำแข็งก็จมเอาดื้อๆ

โลกทุนนิยมเหมือนดั่งมหาสมุทร ในแง่ที่มีทั้งโอกาสไม่รู้จบแต่ก็มีมหันตภัยนับไม่ถ้วน เป็นระบบเศรษฐกิจที่ใครดีใครได้ คนเก่งก็มีทางไปเสมอ ตัวแปรมีมากมายทั้งที่คาดเดาได้และคาดเดาไม่ได้ ทางออกสำหรับทุกคนจึงเหลือเพียงมุ่งสร้างเรือของตัวเองให้แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด ติดอาวุธมากที่สุด เพราะเราไม่รู้จะไปเจออะไรบ้าง จะมีใครจ้องทำลายเราหรือไม่ จะมีโจรสลัดหรือไม่

เราต้อง “แน่จริง” ไว้ก่อน ถึงแม้ว่าความยิ่งใหญ่ของเราเมื่อแล่นผ่านไปที่ใดเรือเล็กเรือน้อยต่างพากันถูกแรงกระเพื่อมคว่ำจมกันระนาว นั่นก็ไม่ใช่ธุระของเรา

เรียกได้ว่าระบบทุนนิยมทำให้สำนวนที่เราคุ้นเคยเหล่านี้

“ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”

“มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

“อ่อนแอก็แพ้ไป”

สามารถหาตัวอย่างจากชีวิตจริงยกมาให้เห็นภาพได้ง่ายดาย และนับไม่ถ้วน

.

.

ชีวิตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ทุกคนถูกปลูกฝังเรื่องความมีประสิทธิภาพสูงสุดของการผลิต ผลกำไรสูงสุดภายใต้ข้อจำกัดหนึ่งๆ และยึดหลักการแห่งการสร้างความพอใจสูงสุดให้กับตัวเอง

เราสนใจแต่คำว่า “สูงสุด” ในประเด็นเหล่านั้นเกินไปจนละเลยเนื้อหาสาระที่เป็นแก่นสารจริงๆ ในชีวิตมนุษย์และสังคมสังคมหนึ่งอย่างน่าเสียดาย

ก่อนหน้าหนังสือ “The Wealth of Nations” ประมาณ 7 ปี Adam Smith ตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “The Theory of Moral Sentiments” ว่าด้วยเรื่องมนุษย์ทุกคนแม้แต่คนที่เห็นแก่ตัวที่สุดก็ยังจะตัดสินใจอะไรต่างๆ บนพื้นฐานของความรู้สึกส่วนตัวด้วย คนเราสามารถมีความเมตตากรุณา สามารถมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น และยังมีเรื่องความรู้สึกรับผิดชอบ ความรู้สึกเป็นหน้าที่ของตนเอง ความรู้สึกนึกคิดที่ทั้งอุดมคติ หลักปรัชญา และคุณธรรม ล้วนแล้วแต่มีผลทั้งสิ้น สรุปคือ ไม่ใช่ว่าคนเราจะสนใจเฉพาะผลประโยชน์ “สูงสุด” ของตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังสนใจผู้อื่นหรือสังคมด้วย(ไม่ว่าจะในแง่บวกและลบ) หรือจะกล่าวได้อีกอย่างว่า คนเราแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดก็จริง แต่ก็อยู่ภายใต้ความรู้สึกตามบรรทัดฐานของตนเองด้วย

หลายคนบอกว่า Adam Smith ผลิตงานสองชิ้นออกมาเหมือนขัดกันเอง แต่หลายคนก็เชื่อว่าแนวความคิดทั้งสองสามารถทำงานด้วยกันได้และจำเป็นต้องทำงานด้วยกันด้วย หากตำราเล่มหนึ่งคือกระบี่ฟ้า อีกเล่มย่อมเป็นดาบมังกร ฉันใดก็ฉันนั้น

ส่วนตัวผมเชื่อในแบบหลัง เพราะมันก็เหมือนคนเราที่เก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีคุณธรรมที่เติบโตทัดเทียมกันด้วย

ในยุคที่ระบบทุนนิยมสุดขั้วทยอยทำลายสังคมต่างๆ ทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ถิ่นกำเนิดของมันอย่างสหรัฐอเมริกาเอง และดูเหมือนโลกทั้งใบจะเข้าสู่สภาวะที่ปัญหาต่างๆ รุมเร้าสะสมจนเหมือนปมเชือกซ้อนกันหลายชั้นยากที่จะแก้ได้หรือไม่รู้จะแก้ตรงไหนก่อน เราอาจจะเริ่มได้ยินแนวคิดที่เป็นโมเดลเศรษฐศาสตร์ทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น anti-globalisation, green economy, ดัชนีชี้วัดความสุขของภูฏาน หรือแนวคิดที่บ้านเราอาจจะคุ้นเคยมากกว่า เช่น เศรษฐกิจพอเพียง หรือ พุทธเศรษฐศาสตร์ ซึ่งนับวันเริ่มจะมีบทบาทมากขึ้น มีคนพยายามประยุกต์หลักคิดเหล่านี้มาใช้แม้แต่ในพื้นที่ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงหรือเป็นใจกลางของระบบทุนนิยม เช่น การธนาคาร(เช่น ไมโครเครดิต) โมเดลธุรกิจ(เช่น โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์) หรือ นโยบายสร้าง “ความมั่งคั่ง” ในบางประเทศ(โดยเฉพาะในแถบสแกนดิเนเวีย)

นอกจากนั้น เรายังได้ยินบ่อยขึ้น ถึงเรื่องธรรมาภิบาล ภูมิรัฐศาสตร์ และการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

เมื่อโลกเราเดินมาถึงทางตัน สิ่งเหล่านี้ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งใหม่ เหมือนทางออกที่เพิ่งค้นพบ เหมือนเป็นคำตอบใหม่ๆ ของปัญหา แต่หารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วแนวคิดทั้งหมดนี้ดำรงอยู่มาตลอดประวัติศาสตร์วิชาเศรษฐศาสตร์ด้วยซ้ำ เพียงแต่มันเป็นตาน้ำอีกแหล่งหนึ่งที่ไม่มีที่ทางไหลออกไปกลายเป็นแม่น้ำใหญ่กับเขาได้ และนักคิดในวงการเศรษฐศาสตร์น้อยคนมากที่จะสนใจศึกษาต่อยอดหรือหยิบยกมาใช้หรือพัฒนามันขึ้นมา

เมื่อครั้งที่ศาสตราจารย์ Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล รับเชิญมาร่วมงานสัมมนาที่องค์การสหประชาชาติ ในระหว่างการบรรยายครั้งนั้นเขาได้พูดสองประเด็นที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ประเด็นแรก คือ เขาเป็นแฟนคลับระดับ “โอชิ” ของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะที่เราสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับนโยบายพัฒนาประเทศในโลกสมัยใหม่ได้ หรืออยากจะใช้เป็นรากฐานของการทำธุรกิจที่หวังกำไรก็ยังได้

และอีกประเด็นหนึ่ง เขาบอกว่าที่โลกเรายุ่งเหยิง เกิดวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นเป็นเพราะนักเศรษฐศาสตร์ทุกคนในโลกเริ่มต้นเรียนก็ใช้คำภีร์ผิดเล่มแล้ว ก็ขนาดแม้แต่ตัว Adam Smith เองยังมิได้ภูมิใจกับ “The Wealth of Nations” มากเท่ากับ “The Theory of Moral Sentiments” เลย

ในตอนนั้นมันทำให้ผมนึกไปถึงโลกอีกมิติคู่ขนานหนึ่ง ที่ตำรา “The Theory of Moral Sentiments” ถูกใช้เป็นรากฐานในวงการเศรษฐศาสตร์  มันอาจจะเป็นโลกที่ไม่เคยมีวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่เคยมีการล่าอาณานิคม ไม่เคยมีสงครามโลก โลกในมิตินั้นอาจกลายเป็นสังคมรัฐสวัสดิการ มีเครือข่ายอุปทานที่ยั่งยืน ไม่มีเรื่องทรัพยากรหมดโลกให้ปวดหัว ความเหลื่อมล้ำอาจกลายเป็นสิ่งที่หายากพอๆ กับจริยธรรมในมิตินี้ และอื่นๆ อีกหลายประเด็นที่นึกไปนึกมาก็สนุกดี

รวมถึงการที่ Adam Smith จะเป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์เร็วขึ้น 7 ปีด้วย

.

.

มารีบูรพา

.

.

วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องราวของ “มารบูรพา” คนใหม่ให้ฟัง

หากใครคุ้นเคยนิยายจีนชุดมังกรหยกจะทราบดีว่าความยิ่งใหญ่ของจักรวาลเรื่องนี้นั้น ถูกถ่ายทอดออกมานับร้อยครั้งนับพันรูปแบบ ไม่ว่าจะในรูปแบบหนังสือนิยาย หนังใหญ่ ละครทีวี หรือแม้แต่ฉบับการ์ตูน มีตัวละครแต่ละบทบาทในเวอร์ชันต่างๆ ออกมามากมาย หลากหลายการตีความ

และมารบูรพาของเราในวันนี้ ก็เป็นมารบูรพาในอีกมิติคู่ขนานหนึ่ง…

.

.

[Age I] 

“บ้างก็เริ่มสะสมทรัพยากร บ้างก็สร้างฐานกำลังทหาร บ้างก็วางเสาเข็มทางวิทยาการ”

…เสียงขลุ่ยแว่วๆ แต่ทรงพลังลอยมาแต่ไกล ไกลมากราวกับมาจากอีกมิติหนึ่ง และราวกับมีคนไม่ต้องการให้การเปิดเรื่องเงียบเชียบเกินไปนัก…

การเล่าเรื่องใครคนหนึ่งให้ถึงแก่นที่สุดเราอาจจะต้องย้อนไปถึงที่มาของเขา… ไม่ใช่สิ ถ้าจะให้ถูกต้อง “ของเธอ” ต่างหาก

ย้อนไปในวัยเด็ก มารบูรพาที่ตอนนั้นยังเป็นเพียง “เด็กหญิงมารี” ก็มีชีวิตเหมือนเด็กๆ ทั่วไป… แต่นั่นอาจจะนับถึงแค่ตอนยังไม่ประสา เพราะตั้งแต่จำความได้เป็นต้นมา เด็กหญิงมารีก็พบว่าตัวเองแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ แน่นอนว่าด้วยความที่เด็กๆ ในวัยนั้นต่างยังไม่เข้าใจโลกมากพอ ความแตกต่างของมารีเลยถูกให้คำจำกัดความจากเพื่อนๆ และแม้จากตัวเธอเองว่าเป็นความแปลกแยก บรรดาผู้ใหญ่ที่ต่างก็มีเรื่องยุ่งในชีวิตมากอยู่แล้วคงอาจไม่ทันได้สังเกตเห็นสถานการณ์ที่มีความพิเศษนี้ จะว่าไปนี่ก็ต้องยกความดีให้ ไม่เช่นนั้นถ้ามีใครสังเกตเห็นสักหน่อยเธออาจจะถูกส่งไปฝึกเคี่ยวเข็ญวิชาตามสำนักต่างๆ ในยุทธภพจนกลายเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ และเราก็อาจจะไม่ได้เห็นมารบูรพาคนนี้เหมือนทุกวันนี้ก็เป็นได้

เมื่อ “ความแปลกแยก” กลายเป็นสิ่งเดียวที่เด็กๆ เข้าใจ ทุกๆ วันเด็กหญิงมารีจึงไม่ค่อยมีเพื่อนชวนไปเล่น หรือจริงๆ แล้วหนูน้อยก็เลือกที่จะไม่ไปเล่นกับพวกนั้นเองมากกว่า เพราะในสายตาเธอนั้นสิ่งที่เด็กทั่วไปเล่น ไม่ว่าจะตุ๊กตา กระโดดเชือก เกมต่างๆ สำหรับเด็ก ล้วนแล้วแต่ไม่น่าสนใจ เมื่อลองแล้วก็จืดชืดน่าเบื่อ อีกทั้งบรรดาเพื่อนร่วมวัยทั้งหลายล้วนแต่ว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังทุกอย่างที่ผู้ใหญ่บอก ทั้งๆ ที่บางเรื่องจะฟังดูไร้สาระและไม่เป็นความจริงอย่างเห็นได้ชัด พวกนั้นช่างไม่ทันความคิดของเธอเอาเสียเลย

เมื่อเป็นดังนี้ การเล่นของเธอจึงวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะปีนต้นไม้ วิ่งไล่ตามแมลงปอ หรือแม้แต่นอนนิ่งๆ ในสนามหญ้าแล้วปล่อยตัวเองให้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งกับมันจากนั้นก็จะปลดปล่อยจินตนาการให้เคลื่อนไหวแทน…

สิ่งที่คนยกย่องที่สุดเกี่ยวกับมารบูรพาไม่ว่าจะเวอร์ชันไหน คือ ความรอบรู้ศาสตร์ทุกแขนงที่มี ไม่ว่าจะหลักปรัชญา ภาษา ประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ การแพทย์ การยุทธศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี และความรอบรู้ทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียว แต่ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ก็คือ มีศาสตร์อีกหลายแขนงและทักษะอีกหลายอย่างที่มารบูรพายังมีความเชี่ยวชาญและรอบรู้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น วิชาการถอดจิตข้ามไปมาระหว่างด้านมืดและด้านสว่าง ประวัติศาสตร์ถ้วยชาและผ้าพรม ศิลปะการจัดเรียงกรอบรูปให้ตรงกับหมอน การสร้างค่ายกลเก้าอี้ วิชาปรุงอาหารให้ได้ระดับเดียวกับคุณลักษณะของภาชนะที่ใส่ ทักษะการแปลงร่างแปลงกายตามวงหมากเกม ความสามารถในการสื่อสารกับสัตว์น้อยใหญ่ได้ ทั้งมังกร ราชสีห์ หมูป่า วัว แมวน้ำ ปูม้า ทาก หนอน เป็นต้น

มารบูรพายังเป็นตัวละครเดียวในจักรวาลมังกรหยกที่จัดได้ว่ามีรสนิยมที่ดี ซึ่งแน่นอนว่ารสนิยมย่อมเป็นผลรวมของพื้นฐานความรู้ที่ว่ามาทั้งหมดรวมกัน บวกกับพลังการถอดรหัสไขความลับของธรรมชาติรอบตัว ความจริงก็อย่างที่ทุกคนเดาได้นั่นแหละ การที่วัยเด็กของมารบูรพาไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับใครมากนักก็เลยทำให้มีเวลาเหลือพอที่จะไปยุ่งกับอย่างอื่นแทน เวลาผ่านไปเธอได้สร้างความสัมพันธ์และสายใยอันพิเศษบางอย่างขึ้นมายึดโยงกับธรรมชาติรอบตัวอย่างแยกไม่ออก

เมื่อโตขึ้นมาหน่อย มารีของเราก็เริ่มเข้าใจอะไรต่างๆ มากขึ้น ความรำคาญต่อสังคมที่เต็มไปด้วยการแห่ตามกันและวิถีปฏิบัติที่แม้ไร้สาระแต่กลับกลายเป็นกฏเกณฑ์ขึ้นมาถ่วงความเจริญ ก็เลยมีมากขึ้นไปด้วย มีบ้างเหมือนกันที่มารบูรพาในวัยสาวก็เคยลองแห่ตามกับเขาดู แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่มีใครหรือกิจกรรรมอะไรที่น่าสนใจอีกต่อไป ไม่ว่าจะการตามกรี๊ดนายแบบชื่อดัง การใช้ยี่ห้อเครื่องเขียนมาจำกัดการเข้ากลุ่ม การบูชาคะแนนสอบทั้งที่ไม่มีการพัฒนาปัญญากันจริงๆ อาจารย์ผู้ไม่สมควรถูกคารวะหลายคนก็ทำให้มารีปฏิเสธที่จะเรียนรู้บางศาสตร์ไปด้วย เช่นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมถึงภาษาอังกฤษ ที่ในสายตาของเธอวันนั้นล้วนไม่ต่างอะไรจากศาสตร์มืดที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว

ตั้งแต่นั้นมามารบูรพาน้อยก็เริ่มฝึกวิชาเอง หาความรู้เอง สังเกตและทำความเข้าใจโลกด้วยตนเอง เริ่มเฉพาะศาสตร์ที่ตัวเองสนใจก่อนที่จะไปศาสตร์อื่นๆ บ้าง ซึ่งก็ยังขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นสำคัญอยู่ดี และเมื่อลงมือศึกษาเรื่องใดเธอก็จะลงลึกไปจนสุดก้นบึ้งจนสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของเรื่องนั้น แต่การที่เธอไม่สนใจว่าการเข้าถึงแก่นแท้คือคนละเรื่องกับการนำเรื่องเหล่านั้นมาใช้งานได้อย่างถูกใจสังคมหรือถูกจริตผู้ให้คะแนนสอบ บวกกับวิถีชีวิตที่เลือกแล้วว่าจะไม่สนใจกฏเกณฑ์ทางสังคมต่างๆ ที่ไม่มีแก่นสาร ทั้งหมดนี้เริ่มทำให้มารบูรพาของเราเริ่มสร้างชื่อเสียงในสายมารขึ้นมา

ถึงแม้จะมีความสามารถในหลายเรื่อง แต่บุคลิกและวิถีปฏิบัติที่ทั่วยุทธภพขนานนามว่า “ดี 7 ส่วน แย่ 7 ส่วน” ของมารบูรพา ก็ทำให้ยากที่จะสามารถอยู่ในโลกนี้ได้อย่างราบรื่น เพราะสิ่งที่เธอทำตามความเชื่อของตนล้วนแต่เป็นสิ่ง “สังคมที่ดี” ไม่อนุญาตให้ทำ เช่น เคารพผู้อาวุโสแค่เฉพาะคนที่สมควรได้รับความเคารพ ตัดสินคนจากการกระทำมิใช่สำนักที่สังกัด คบหายอดฝีมือต่างรุ่นเป็นสหายได้หากรู้ใจกัน กำจัดคนที่หนักแผ่นดินทิ้งได้โดยไม่แยแส บ่อยครั้งที่มารบูรพาต้องแค่นหัวเราะ เพราะเมื่อมาดูสิ่งที่ “สังคมที่ดี” เดียวกันนี้อนุญาตให้ทำ ก็กลับเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ค่อยให้คุณค่า เช่น การรักษาสัจจะ ยึดมั่นความถูกต้อง เชื่อในน้ำใจและความดีที่แท้จริงของมนุษย์ รักธรรมชาติทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสัตว์ต่างๆ หรือต้นไม้ใบหญ้า หากเราตามติดชีวิตของมารบูรพาไปจนสุดทางเรายังจะพบด้วยว่า ในขณะที่เจ้าตัวดูเหมือนจะใช้ชีวิตตามวิถีของตนเองอย่างเดียว แต่ในท้ายที่สุดก็ยังหันมาสนใจปัญหาบ้านเมือง ทั้งเรื่องการหยุดยั้งสงคราม รักษาชีวิตผู้คน กำจัดความฉ้อราษฎร์บังหลวงต่างๆ และมีส่วนร่วมในการสร้างรากฐานแนวความคิดการเมืองแบบใหม่ให้ยุทธภพ สรุปแล้ว ที่เราให้คำจำกัดความมารบูรพาว่า “ดี 7 ส่วน แย่ 7 ส่วน” นั้นถูกต้องอย่างที่สุด

.

.

[Age II]

“สิ่งที่วางรากฐานไว้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จุดเด่นจุดรองและจุดด้อยเริ่มปรากฏชัด แต่ละชีวิตย่อมมีสิ่งมหัศจรรย์ในแบบของตนเอง”

…เสียงไวโอลินสอดประสานกับเสียงขลุ่ยอย่างลงตัว เมื่อหลับตาเราจะเห็นภาพการเคลื่อนไหวตวัดพู่กันอย่างต่อเนื่องเพื่อบอกเล่าเรื่องราวลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่…

จากนั้นมาเส้นทางชีวิตของมารีก็พัฒนาผ่านการแปลงร่างทางสังคมหลายครั้ง จากความแปลกแยก มาเป็นความแตกต่าง และใน “ร่างเกือบสุดท้าย” นี้เองที่มันกลายเป็นส่วนผสมของบุคลิกและทัศนคติที่ในมิติของเราเรียกว่า “ศิลปิน” ในขณะที่ในจักรวาลมังกรหยกนั้นสังคมชาวยุทธเรียกส่วนผสมแบบเดียวกันนี้ว่า “มาร”

ศิลปินกับมาร มีความเหมือนกันในแทบทุกด้าน ทั้งการใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต การมองจิตวิญญาณที่แท้จริงแบบสีขาวสีดำ มีอุดมคติระดับกฏแห่งจักรวาล มีชุดความคิดสุดโต่งของสิ่งที่ควรและไม่ควรยึดถือในแบบของตนเอง มีความลุ่มลึกในการมอง และสร้างความรุ่มรวยในทุกสิ่งที่จับต้อง ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่เข้าใจตัวตนที่แท้จริงของศิลปินและมารก็จะคิดว่าเป็นตัวอันตราย คาดเดาไม่ได้ เข้าใจยาก

เมื่อสักครู่เราพูดถึง “ร่างเกือบสุดท้าย” ไปแล้ว

แล้วร่างสุดท้ายล่ะ?

หากพูดภาษาวัยรุ่น มารบูรพามีความโดดเด่นในเรื่องความ “ติสท์แตก” ที่ทั้งยุทธจักรไม่เคยเข้าใจ ซึ่งความเป็นไปเช่นนี้ก็ทำให้สร้างปัญหามากมายกับชีวิต จนในที่สุด เข้าใจว่าด้วยความเบื่อหน่ายสังคมที่แก่งแย่งชิงดีและยึดถือแต่สิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร แถมยังหาคนดีที่น่านับถือคบหาจริงๆ ไม่ได้ ทำให้มารบูรพาปลีกตัวเองย้ายไปอยู่เกาะดอกท้อ ฝึกวิชา อ่านหนังสือเล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ว่ากันไป แต่ถึงกระนั้นก็ไม่วายมีคนมาคอยรบกวนเสมอ มารบูรพาจึงสร้างเขาวงกตไว้รอบเกาะ และหากมีใครผ่านด่านมาได้ก็จะพบกับเสียงไวโอลิน…เอ้ย เสียงขลุ่ยที่เป่าด้วยกำลังภายใน เสียงที่ทะลวงเข้าไปจนถึงด้านมืดของคนฟังทำให้แทบจะทนไม่ได้ ใครมีความชั่วในใจมากก็อาจถึงกับกระอักเลือดตายได้ทันที แต่ถ้าหากใครผ่านบททดสอบมาได้ มารบูรพาก็จะนับถือเป็นสหาย ซึ่งมีไม่กี่คนที่ทำได้ รายที่สำคัญได้แก่ ยาจกอุดร(มีด้านมืดนิดหน่อยคือห่วงกิน) ก๊วยเจ๋ง(เป็นคนดีไม่มีคิดชั่ว) และเฒ่าทารก(ด้านมืดคือห่วงเล่นสนุก) รายหลังนี่ มารบูรพาถึงกับอยากเก็บตัวไว้ในเกาะให้เป็นเพื่อนเล่น ในที่สุดถึงกับต้องออกอุบายที่ทำให้เฒ่าทารกไม่สามารถออกไปจากเกาะได้อยู่แสนนาน ใช่ครับ แม้จะดูน่ากลัว ดูเข้าใจยาก แต่ลึกๆ แล้วมารบูรพาต้องการหาเรื่องเล่นสนุกอยู่เสมอ

เรื่องราวทุกเรื่องที่กลายเป็นเรื่องเล่าขาน มักจะมีจุดหนึ่งของเส้นเรื่องที่จัดว่าเป็นจุดเปลี่ยน สำหรับเรื่องของมารบูรพาแห่งมิติของเรานี้ จุดที่ว่านั้นมีผลทำให้มารีกลายเป็น “มารบูรพาร่างสุดท้าย”ได้นั่นเอง

ย้อนกลับไป ณ เวลานั้น มีบททดสอบแห่งชีวิตหนึ่งที่ทำให้มารีต้องออกเดินทางไกล ซึ่งนอกจากจะต้องเดินทางทางกายแล้วยังเป็นการเดินทางทางจิตวิญญาณไปด้วยในคราวเดียวกัน เรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่งมารีได้ถอดรหัสแห่งธรรมชาติได้ว่า ความสมดุลในโลกนี้ แท้ที่จริงไม่ว่าเรื่องอะไรมักต้องประกอบด้วยขาสามขาค้ำจุนเอาไว้เสมอ มิใช่สี่ขาอย่างที่หลายคนเข้าใจ เช่น ขาตั้งกล้อง โลกสามโลก พระรัตนตรัย จะเห็นว่าการที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยที่เกิดมามีสามขา เหตุผลก็คือทุกชีวิตต้องเกิดมาแบบไม่สมดุล จะได้ดิ้นรนเพื่อค้นหาความสมดุลที่แท้จริงทั้งนั้น เป็นเป้าหมายที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ มิเช่นนั้นถ้าเกิดมาสามขาก็จะสมดุลเกินไป สบายเกินไป ไม่ดิ้นรน ไม่ค้นหา และชีวิตก็จะสูญสิ้นความหมาย ไปจนถึงสูญพันธุ์

เมื่อเตรียมความพร้อม มารีที่บัดนี้ครอบครองคุณลักษณะแล้วสองประการคือ “ศิลปิน” และ “มาร” ก็เลยต้องออกเดินทางอีกครั้งเพื่อตามหาคุณลักษณะสุดท้ายที่ยังขาดอยู่ ถ้าจะพอเล่าให้เห็นภาพ เธอต้องผ่านเส้นทางขึ้นเขา ต้องเดินทางข้ามอาณาจักร ผ่านความคดเคี้ยว ฝ่าด่านต่างๆ ที่ขวางกั้น ต้องต่อสู้กับความปรารถนา ความขัดแย้งในใจ ปมคำถามต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาทดสอบจิตใจอย่างไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดมาก็ได้มาหยุดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เข้าใจว่าเป็นเป้าหมาย ที่นั่น บุคคลลึกลับที่เป็นคนกุมสิ่งที่ตามหาอยู่ได้รออยู่ที่นั่นแล้วราวกับรับรู้การมาเยือนของเธอล่วงหน้า ไม่ต้องมีการประมือ ไม่ต้องลองกำลังยุทธกัน เพียงแค่มองตากันก็ทราบทันทีว่ามารีคือบุคคลที่คู่ควรครอบครองคนต่อไป

สุดยอดของการส่งต่อ คือการมีผู้คู่ควรรับมันไว้ !

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้มารบูรพากลายร่างสมบูรณ์ในที่สุด ตรงนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะขอย้อนเรื่องราวของเรากลับไปตรงที่บอกว่าศิลปินกับมารมีคุณลักษณะเหมือนกันทุกประการ ในย่อหน้าที่ว่า “ศิลปินกับมาร มีความเหมือนกันในแทบทุกด้าน ทั้งการใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต การมองจิตวิญญาณที่แท้จริงแบบสีขาวสีดำ มีอุดมคติระดับกฏแห่งจักรวาล มีชุดความคิดสุดโต่งของสิ่งที่ควรและไม่ควรยึดถือในแบบของตนเอง มีความลุ่มลึกในการมอง และสร้างความรุ่มรวยในทุกสิ่งที่จับต้อง ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่เข้าใจตัวตนที่แท้จริงของศิลปินและมารก็จะคิดว่าเป็นตัวอันตราย คาดเดาไม่ได้ เข้าใจยาก” อันที่จริงแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณลักษณะเหมือนกับศิลปินและมารทุกประการ ซึ่งบัดนี้อยู่ในการครอบครองของมารีในที่สุดหนึ่งมาร หนึ่งศิลปิน และหนึ่ง…

.

.

.

[Age III]

.

.

.

.

“เมี๊ยววว…”

…เสียงไวโอลินของมารีกับเสียงขลุ่ยของมารบูรพาที่ส่งมาจากมิติอื่นๆ ได้รับการสอดประสานจากเสียงอันแหลมเล็กแต่สดใสของแมวพันธุ์ทางสามสี อย่างสมดุล… น่าจะนะ…

และบัดนั้นเอง “มารบูรพา” ที่เรารู้จักกันดีก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในมิติของเรา…

.

.

.

.

:: end credit ::

…จากนั้นอีกยาวนานต่อมา เรื่องเล่า “กำเนิดมารบูรพา” เวอร์ชันนี้ ได้กลายเป็นตำนานเล่าขานกันสืบไป ถ้าผมจำไม่ผิด ในบางมิติคู่ขนานอื่นๆ ถึงกับมีคนนำบางส่วนของเรื่องเล่านี้ไปแต่งเป็นเพลงให้เด็กๆ ร้องเล่นกันว่า “หนูมารีมีลูกแมวเหมียว…” อะไรทำนองนั้น.

.

.

#เล่าจากนิยายจริง: มังกรหยก (มารบูรพา)

#เล่าจากวรรณกรรมจริง: the secret garden (มารี เลนน็อกซ์)

#แรงบันดาลใจมีจริง: นิยาย ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85 (วินทร์ เลียววาริณ)

เส้นชัยระหว่างทาง

บันทึกจากการเดิน fjallraven thailand trail

day 4: บ้านแม่หาด – สบโขง

.

.

ตอนที่ผมเริ่มเป็นหนุ่ม และเริ่มสนใจอ่านหนังสือใหม่ๆ ได้พบข้อความหนึ่งที่ตอนนั้นรู้สึกกินใจมาก ผมรู้ชอบทันทีเพราะทึ่งในหลักคิดและความสมเหตุสมผล โดยเฉพาะมันตอบสิ่งที่เคยสงสัยและเก็บในใจมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าทำไมตนเองถึงไม่ค่อยรู้สึกรู้สากับผลการเรียน(เกรด) ทั้งที่ก็ตั้งใจเรียนและเตรียมสอบอย่างดี ผมไม่ค่อยสนใจผลแพ้ชนะเวลาแข่งฟุตบอล และไม่เคยผิดหวังหรือดีใจกับผลลัพธ์ของเรื่องอะไรเป็นพิเศษเท่าไหร่ ในขณะที่เพื่อนหลายคนจริงจังกับผลสุดท้ายมากถึงขั้นเครียดและกดดันจนน่ากลัว บางคนร้องไห้ผิดหวังรุนแรงเมื่อพลาดเป้าหมายบางอย่าง บางคนถึงกับเลิกคบเพื่อนที่ทำงานมาด้วยกันเพราะเหตุผลที่ไม่มีเหตุผลเหล่านี้

ข้อความนั้นคือ “จุดหมายนั้นสำคัญ แต่สิ่งที่เราได้ระหว่างทางนั้นสำคัญกว่า”

.

.

สำหรับการเดิน “เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา” วันสุดท้าย เส้นทางราว 14 กิโลเมตรพาเราลดระดับจากที่สูงลงมาเรื่อยๆ ผ่านหมู่บ้าน ผ่านคันนา ผ่านลำห้วยหลายสาย ผ่านเพื่อนสัตว์หลายชนิด

ภูมิประเทศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสามวันที่ผ่านมาชวนให้นึกย้อนไปถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเห็น เหมือนภาพถ่ายชุดใหญ่ที่ถูกสลับฉายขึ้นมาในความคิด ภาพวิวพระอาทิตย์ตกที่ไม่เหมือนกันในแต่ละวัน สถานที่ตั้งแคมป์ หมู่บ้านเต้นท์ สถาพอากาศที่แตกต่างกันมากระหว่างกลางวันและกลางคืน สภาพพื้นผิวดินที่เรามองเวลาเดินเป็นส่วนใหญ่ ขอนไม้แต่ละขอนที่ต้องปีนข้าม จุดพักทานอาหาร ต้นไม้หรือดอกไม้บางต้นที่แปลกตาจนต้องหยุดชื่นชม

เส้นทางเดินที่เคยเงียบแต่ตลอดช่วงสัปดาห์นี้มีการเติมตัวละครเข้ามา บางคนเป็น “นักท่องเที่ยว”(ตามศัพท์ที่ใช้สำหรับงานนี้) บางคนเป็นทีมงาน บางคนเป็นคนนำทาง บางคนเป็นชาวบ้านที่ผ่านเราไป ผมพบว่าบทบาทที่กำหนดให้ใครเป็นอะไรต่างๆ เหล่านี้ล้วนไม่สำคัญเท่ากับการที่ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทาง เพื่อนร่วมทางที่บ้างเดินแซงเรา บ้างที่เราเดินแซง บ้างทักทายกัน บ้างพูดคุยทำความรู้จัก บ้างให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ภาพชาวบ้านที่ไม่ได้รู้จักกันเลยแต่กลับยกมือไหว้ทักทายเราพร้อมด้วยรอยยิ้ม เป็นภาพที่สวยงามที่สุดภาพหนึ่งที่แทรกขึ้นมาเป็นภาพแรกๆ เสมอ

ผมนึกย้อนกลับเข้าไปในใจ มีทั้งปมปัญหาที่ขบคิดจนแก้ได้ระหว่างเดิน ความคิดบางเรื่องที่ยังไม่คลี่คลายก็ได้ย้อนกลับไปตรวจสอบ ล้ินชักความทรงจำเก่าๆ เหมือนได้ถูกรื้อค้น ส่วนลิ้นชักการรับรู้หรือการบรรลุสิ่งใหม่ๆ ถูกจัดวางไว้อย่างเปิดกว้าง

ในช่วงหนึ่งของการเดิน เราผ่านพื้นที่ที่น่าจะเรียกว่าเป็นลานกิจกรรมหรือสนามกีฬาระหว่างหมู่บ้าน ชาวบ้านละแวกนั้นมารวมตัวกันเพื่อแข่งและเชียร์กีฬาหลายชนิด บรรยากาศจากสนามฟุตบอลที่ดินจะฟุ้งขึ้นมาทุกครั้งที่มีคนวิ่งผ่านทำให้ผมมองเห็นตัวเองตอนเด็กๆ วิ่งอยู่ในนั้น เท่าที่จำได้ตอนที่ยังเป็นเด็กต่างจังหวัด ผมมีความรู้สึกว่าผู้คนมีความสุขกันง่ายๆ เป็นเพื่อนกันง่ายๆ ทุกคนพยายามมีส่วนร่วมกับสังคมในพื้นที่ของตนเอง ผมรู้สึกโชคดีที่ช่วงหนึ่งในชีวิตมีโอกาสได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนสนใจความเป็นไปรอบตัวและมีความรักซึ่งกันและกัน

สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไปเมื่อผมโตขึ้นและย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ความโหดร้ายของชีวิตจริงกระแสหลัก และโลกของผู้ใหญ่โมเดลใครดีใครได้ ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของชีวิต มุมที่ผู้ชนะเท่านั้นถึงจะอยู่รอด มุมที่สนใจกันแต่ตัวเลขยอดขาย มุมที่ผู้คนบูชาหีบห่อมากกว่าเนื้อหาข้างใน มุมที่วัดผลคนหนึ่งคนจากคะแนน มุมที่ “คุณทำยังไงก็ได้ ใช้วิธีไหนก็ได้” เพียงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการเท่านั้น

มุมที่เส้นชัยมากมายถูกสร้างขึ้นโดยปราศจากเส้นทาง!

.

.

ผมเดินถึง “เส้นชัย” ในช่วงบ่ายแก่ๆ การเดินสี่วันที่ผ่านมาย่อมให้อะไรกับใครไม่เหมือนกัน สบโขงในฐานะที่เป็นเส้นชัยเป็นเพียงจุดอ้างอิงที่ทุกคนใช้ร่วมกันเท่านั้น เสียงปรบมือต้อนรับจากทีมงานที่แม้หลายคนไม่ได้เดินพร้อมกับเรา แต่พวกเขาได้ “เดิน” บนเส้นทางนี้มาเกือบปีแล้ว การขอบคุณ การแลกเปลี่ยนคำยินดี การเข้าสวมกอดซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มี “สิ่งที่ได้ระหว่างทาง” รวมอยู่ด้วยอย่างเข้มข้น

อีกครั้งที่ผมนึกถึงงานที่ทำไม่สำเร็จในแง่การทำเป้าแต่กลับมีความสุข ผมนึกไปถึงการรวมทีมฟุตบอลกับเพื่อนไปแข่งและแพ้หมดรูปกลับมาแต่ก็ยังหัวเราะล้อเล่นกันได้ ผมนึกไปถึงทริปหลายทริปที่เตรียมตัวกันอย่างดีแต่ไปถึงที่หมายแล้วฝนกลับตก ผมนึกไปถึงตอนเด็กๆ ที่เตรียมสอบเข้าหลายโรงเรียนแต่ก็พลาดแบบยิ้มๆ ผมนึกถึงตอนทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่บางงานไม่ถูกใจคนบางกลุ่มแต่เพื่อนร่วมงานก็ยังสนุกกับมัน ผมนึกไปถึงอีกหลายๆ โครงการที่เคยมีส่วนร่วม และผมพบว่าส่วนที่สนุกที่สุดก็คือช่วงเตรียมงานเสมอ

ผมออกมาร่วมยืนต้อนรับคนที่เดินมาถึงทีหลัง เห็นหลายคนที่มาถึงยิ้มดีใจ หลายคนหัวเราะสะใจ บางคนเดินมาถึงพร้อมด้วยน้ำตา ผมไม่แน่ใจว่าเกิดจากความซาบซึ้งในการต้อนรับทึ่อบอุ่น ความตื้นตันจากความ “ฟิน” ที่เดินมาถึง หรือมาจากความโล่งอกดีใจที่พรุ่งนี้ไม่ต้องเดินอีกแล้วกันแน่

หรือน่าจะทั้งหมดรวมกัน?

เรารับเหรียญที่ระลึก ลงตราประทับ รับผ้าทอที่เป็นของรับขวัญจากชาวบ้าน กิจกรรมบันเทิงถูกจัดวาง และอาหารที่ชาวบ้านทำถูกนำมาสร้างสีสัน ณ พื้นที่ที่เป็นเส้นชัย รูปถ่ายถูกบันทึกซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อบันทึกเก็บไว้อย่างดี

.

.

พื้นที่จัดงานเลี้ยงสำหรับคืนสุดท้ายเหมือนนำเข้ามาจากกรุงเทพฯ ผสมกับพิธีกรรมและการแสดงท้องถิ่น ปิดท้ายด้วยการดื่มและเสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียง ข้อดีมากๆ คือเป็นการเตรียมความพร้อมและปรับความรู้สึกพวกเรา สำหรับการกลับไปสู่มุมเดิมๆ ของชีวิตที่ชาชินในอีกสองวันข้างหน้า อย่างไม่โหดร้ายเกินไปนัก

น้องชาวกะเหรี่ยงสองคนเดินผ่านผมพร้อมยกมือไหว้ทักทายอย่างยิ้มแย้ม เสียงน้ำไหลอยู่ด้านข้างงานเลี้ยงอย่างใกล้ชิดแต่ถ่อมตัว และถ้าหากตั้งใจเราจะเห็นแสงอาทิตย์ที่เริ่มลับไปทางหลังแนวบ้านไม้สองหลังที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเปิดเผยราวกับพร้อมที่จะรับแขกผู้มาเยือนเสมอ

หลายคนคงเห็นด้วยกับผมว่า ภาพบางภาพเราสามารถบันทึกเก็บไว้ในความทรงจำได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งกล้องถ่ายรูป

เสียงจากเวทีบ่งบอกว่าถึงเวลาที่เราจะเริ่มเข้าสู่บทสรุปของการเดินสี่วันอย่างเป็นทางการ ผมมองหาโต๊ะที่เพื่อนๆ นั่งอยู่แล้ว ไม่ลืมที่จะซื้อเบียร์สักสองกระป๋องติดมือก่อนเข้างาน

และไม่ลืมที่จะปิดทุกลิ้นชักความทรงจำให้เรียบร้อยเสียก่อน

.

.

.